[AuFic Vampire Knight] Lost Mind : Part XI
Pairing : KanameXZero
Author : derick
Rating : PG
Author Note : แต่งตอนนี้ด้วยความเมามันส์ 555
เซโร่มองใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏกายขึ้นภายในห้องของเขาหลังจากเสียงเคาะประตูเบา ๆ ที่ดังบอก เด็กหนุ่มจำเธอได้เป็นอย่างดี รอยยิ้มและดวงตากลมโตที่มองมาอย่างเป็นมิตรทุกครั้งนั่น อาจารย์ประจำห้องพยาบาลซึ่งเคยได้พูดคุยด้วย
"อาจารย์....?" เขาสงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้
ยูกิแย้มยิ้ม "ดีจังที่เธอยังจำครูได้ ไม่ได้มารบกวนใช่ไหมจ๊ะ?" หญิงสาวก้าวเดินไปนั่งลงยังโซฟาซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
"ไม่ครับ" เซโร่ขยับกายลุกขึ้นนั่งเรียบร้อย ให้เกียรติอีกฝ่าย
ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองโดยรอบ ทั้งพื้น หน้าต่าง เพดานห้อง ข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างภายใน "คิดแล้วเชียวว่ามันต้องถูกใช้งาน"
คำพูดของเธอทำให้เด็กหนุ่มสะดุดคิด "หมายความว่ายังไงครับ?" เขายังคงรักษาท่าที ไม่ถามอะไรที่เกินเลยกว่าความจำเป็น แม้จิตใจจะอยากรู้มากมายก็ตาม
"มันเป็นห้องของคนที่สำคัญที่สุดของเรา" เสียงหวานเอ่ยก่อนสะดุ้ง "จริงสิ ยังไม่ได้แนะนำตัวจริงจังเลยนี่นะ ฉันยูกิ...ยูกิ คุรัน จ๊ะ" ใบหน้างามแย้มยิ้มอีกครั้ง
คุรัน....หมายความว่า?....
เธอพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ "ฉันเป็นน้องสาวของคานาเมะ คุรัน แต่เรื่องมันยาว เอาไว้จะค่อย ๆ เล่าให้เธอฟังแล้วกันนะ"
เซโร่ตกใจกับคำพูดที่ได้ยิน แล้วก็ต้องแปลกใจกับคำพูดสุดท้ายนั่น ทำไมเธอถึงต้องการจะเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง ทำไมเธอต้องทำเหมือนรู้ว่าเขากำลังสงสัยอะไร ไม่เอาแล้ว...ไม่อยากรู้ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว
"ผมไม่ได้อยากรู้..." เขาเบือนหน้าหนี
ยูกิเปล่งเสียงหัวเราะ "แต่ฉันอยากเล่านะ" เธอลุกขึ้นจับมือเรียวยาวของอีกฝ่ายเบา ๆ "ตามมาสิ มีอะไรอยากให้เธอได้เห็น"
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนและเดินตามไปอย่างขัดเสียไม่ได้ ตลอดทางเดินเขาพยายามจะไม่มองหน้าหรือท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้อยู่เบื้องหน้า เอาแต่มองข้างทาง พยายามแสดงออกถึงความไม่ใส่ใจในสิ่งที่กำลังถูกยัดเยียดให้นั่น
พวกเขาเดินออกมาด้านนอก ลัดเลาะไปตามทางเดินที่ปูทอดยาวไปตามทางสายเดียว จนถึงลานสุสานกว้าง "มาสิ" เธอหันมายิ้มให้
ทั้งสองเดินเข้าไปจนเกือบในสุด ยูกิหย่อนกายลงนั่งยอง ๆ ยกมือขึ้นลูบตัวอักษรที่สลักไว้บนแผ่นหิน มันทำให้ดวงตาสีม่วงสังเกตมอง ป้ายหลุมศพ...แต่กลับไม่มีชื่อหรืออะไรที่บ่งบอกถึงผู้นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่างนั้นเลยแม้แต่น้อย
นอกจากคำพูดที่เอ่ยถึง ‘แสงสว่างในชีวิต' เพียงเท่านั้น
"พาผมมาที่นี่ทำไม?" เขาเอ่ยถามในที่สุด
"เธอเห็นอะไรไหม?"
"ไม่"
ยูกิเงยหน้าขึ้นมอง "ดูดี ๆ สิ ว่าเธอเห็นอะไร"
เขาพินิจมองตามที่อีกฝ่ายบอก แผ่นหิน ถ้อยคำสลัก และต้นโคฟเวอร์ที่ขึ้นรายล้อมรอบอยู่ มันดูเหมือนวัชพืช แต่กลับสวยงามเป็นระเบียบราวกับถูกดูแลตกแต่งมาเป็นอย่างดี
ใบหน้าของเด็กหนุ่มทำให้หญิงสาวชี้ไปยังถ้อยคำที่สลักอยู่ด้านบน "แสงสว่างของชีวิต เธอฟังแล้วรู้สึกยังไง?"
เซโร่นิ่งคิดอยู่พัก "แปลก.."
ยูกิหัวเราะกับคำตอบ "ครั้งแรกที่เห็นฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอรู้ถึงเหตุผล ฉันกลับคิดว่าสิ่งที่คนสร้างมอบให้ ‘แสงสว่างในชีวิต' นั้นมันมากมายเหลือเกิน...." เธอเว้นจังหวะ "ความรักและความห่วงหาอาวรณ์ขนาดผู้เป็นน้องแท้ ๆ ยังรู้สึกอดอิจฉาไม่ได้"
"แล้วคุณมาบอกผมทำไม? ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยสักนิด..."
"ถ้าฉันจะบอกว่ามันเป็นของเธอล่ะ?"
"ของผม?"
"ใช่" ยูกิเด็ดใบโคฟเวอร์หนึ่งส่งให้อีกฝ่าย "มันเป็นหลุมศพที่สร้างให้เธอ คิริยูคุง"
สิ่งที่ได้ยินทำเอาเซโร่ผงะถอยหลัง แทบยึดหลักยืนไว้ไม่อยู่ มันเรื่องล้อเล่นบ้าอะไรกัน ทำไมต้องสร้างหลุมศพให้เขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็ยังมีตัวตนอยู่ตรงนี้ ยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังมีลมหายใจ พูด สัมผัส รับรู้และจับต้องได้ ไม่ใช่วิญญาณหรือดวงจิตที่ล่องลอยไปมา
ไม่ใช่คนที่ตายไปแล้ว... "ไม่ใช่....ผมยังมีชีวิตอยู่" เขาเอ่ยค้าน
"มันเป็นเรื่องนานมาแล้ว...เรื่องที่แม้แต่ฉันเองก็ไม่อาจรับรู้ได้...."
. . .
. . .
. . .
"เขาคิดจะทำลายกฎที่พวกเราทำไว้กับมนุษย์" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด แต่กระนั้นก็ยังคงรักษาท่าทีไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
ดวงตาสีแดงสดจ้องมองไปยังชายหนุ่มผู้เอ่ย ท่าทีสงบนิ่งองอาจบ่งบอกถึงสายเลือดและความเป็นผู้นำในอนาคต "ผมเห็นว่าสถานการณ์กำลังเลวร้าย และอยากให้ส่งยูกิไปอยู่ที่อื่นสักพักเพื่อความปลอดภัยของเธอ"
หญิงสาวสวยระบายรอยยิ้มอ่อนโยน วงแขนโอบรอบรำคอผู้พูดแน่น "ยังเป็นพี่ชายที่รักน้องไม่เปลี่ยนเลยนะจ๊ะ คานาเมะ" ดวงตาสวยหันมอง "ฉันก็เห็นด้วยกับลูกค่ะ ยูกิเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเธออาจเป็นอันตรายถ้าหาก...."
มือแกร่งยกขึ้นเป็นเชิงปรามให้หยุดคำพูดลง ร่างที่นั่งลุกขึ้นเดินไปยังบานประตูที่แง้มเปิดออกน้อย ๆ "มาแอบฟังแบบนี้ไม่ดีเลยนะยูกิ" ผู้เป็นพ่อช้อนตัวเด็กสาวน่ารักขึ้นอุ้ม เธอกอดตุ๊กตาตัวโตแน่น
"ยูกิไม่อยากไปไหน ไม่อยากไปจากทุกคน" มือเล็กขยำเสื้อแน่น
คานาเมะลุกขึ้นเดินมาหาน้องสาวสุดรัก มือเรียวเอื้อมขึ้นสัมผัสพวงแก้มใส ดวงตามองสบกับดวงตากลมโตที่เริ่มเจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำตา "ไม่ต้องห่วง ไอโด้จะต้องดูแลเธอได้ดีอย่างแน่นอน แล้วอีกไม่นานผมจะตามไปหาเธอที่นั่น"
มือเล็กปล่อยตุ๊กตาในมือ แล้วเลื่อนมากำเสื้อของพี่ชายแน่น "ไม่เอา ยูกิจะอยู่กับพี่ชาย!"
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ สองมือช้อนร่างเล็กนั้นอุ้ม "ผมจะต้องตามเธอไปแน่นอน" มือหนึ่งยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลท่วมท้นใบหน้า "ผมสัญญา" เขาเปรยยิ้มน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกมั่นใจ
มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาตนพลางผงกศีรษะขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตทอประกาย รอยยิ้มหวานแต้มบนใบหน้ามอบคืนให้ยังพี่ชายผู้เป็นที่รักยิ่ง "ค่ะ! ยูกิจะรอพี่ชาย!"
คานาเมะยืนมองรถม้าค่อยเคลื่อนตัวจากไปด้วยความรวดเร็วในยามรุ่งสางของวันใหม่ ดวงแก้วอันเปรียบเสมือนสิ่งของล้ำค่าของเขากำลังเดินทางจากไปไกล ไปเพื่อให้พ้นเงื้อมมือของผู้ร้ายกาจที่คิดจะก่อสงครามและหวังล้มล้างทุกอย่างให้สิ้น
ยูกิคือสายเลือดบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เธอจะเป็นเจ้าสาวที่ให้กำเนิดสายเลือดแวมไพร์รุ่นต่อไป เขาไม่มีทางให้น้องของตนเองต้องตกอยู่ในมือคนอย่างริโดะ
"ไม่มีวันที่มืออันแสนโสโครกนั้นจะได้แตะต้องเธอ" เขาพึมพำเบา ดวงตาสีแดงสดยังคงทอดมองไปไกล
ยังไม่ทันจะหันหลังกลับเข้าสู่ภายใน โสตประสาททั้งสามก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงมาอย่างรวดเร็ว ผู้นั่งควบคุมบังเหียนรีบกระโดดลงค้อมศีรษะให้แก่นาย แล้วรายงานเรื่องราวที่เกิดทั้งลมหายใจซึ่งกำลังปั่นป่วนจากอาการรีบเร่งหนัก
"ทะ...ท่านผู้นั้น...สังหาร....หมดแล้วครับ!!"
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง "สังหารอะไร?!"
"มนุษย์....พวก นักล่าแวมไพร์" พอกล่าวจบก็ทรุดลงนั่งกับพื้นสีขาวโพลน อากาศหนาวเหน็บเริ่มก่อกุมพร้อมกับความมืดดำของเมฆหนา
การที่ริโดะจะทำลายสัญญาซึ่งมนุษย์และแวมไพร์ได้ทำร่วมกันไว้ นั่นคือเหล่าแวมไพร์จะไม่ดื่มเลือด ออกฆ่าล้างหรือกระทำการใดอันเป็นการลดทอนการดำรงอยู่ มนุษย์ยอมจะเสียสละคนส่วนน้อยเพื่อคนส่วนใหญ่
ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้หมายจะก่อสร้างสงครามแต่อย่างใด ในฐานะของคุรัน ตระกูลสายเลือดบริสุทธิ์ผู้นำเหล่าแวมไพร์ทั้งมวลจึงลงนามท่ามกลางเสียงคัดค้านของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์บางกลุ่ม
หนึ่งในนั้นคือ ริโดะ แวมไพร์ผู้หยิ่งทะนงและไม่อาจคาดเดาความคิด "ถ้าจะทำลายพันธะสัญญา จำต้องทำลายเหล่าสายเลือดของนักล่าแวมไพร์ด้วย" ศัตรูตัวฉกาจที่ไม่อาจมองข้าม
หญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างผู้นำตระกูลคนปัจจุบันขมวดคิ้วมุ่น "แล้วตอนนี้มีตระกูลใดเหลืออยู่บ้าง?"
เสียงบานประตูเปิดเข้าขัดการสนทนา ชายสูงวัยผู้เป็นข้ารับใช้ของตระกูลคุรัน "คิริยู เหลือเพียงคิริยูเท่านั้น"
แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไปเสียแล้ว เมื่อสภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขามีเพียงซากศพและกองเพลิงซึ่งกำลังลุกโหมกระหน่ำท่วมตัวบ้านหลังใหญ่ แม้พยายามค้นหา พยายามจับเสียงของผู้ที่น่าจะยังเหลือรอดชีวิตอยู่ แต่ก็ไร้วี่แววใด
จนเมื่อคานาเมะได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างแทรกมากับเสียงแตกไหม้ของไม้ "ยังมีคนรอดชีวิต" เขากล่าวพร้อมกับย่างก้าวไปตามทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว
แม้เปลวเพลิงจะลุกกระพือแต่ก็ยังพอเห็นช่องทาง เด็กหนุ่มลัดเลาะจนเข้าสู่ห้องห้องหนึ่ง เขามองเศษซากและข้าวของที่แตกหักกระจัดกระจายทั่ว
"ช่...ว...ย..." เสียงหนึ่งพึมพำเบา ๆ อย่างคนใกล้หมดลมหายใจเต็มทน มือซึ่งอาบไปด้วยเลือดยกขึ้นชี้ไปทางตู้หลังหนึ่งที่ถูกคลุมทับด้วยผ้าซึ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ
คานาเมะรับรู้ได้ถึงสัญญาณชีวิต ผู้ที่ตามติดมาเองก็ทราบเช่นกัน เธอหมดลมหายใจลงทันทีที่เป้าหมายบรรลุผล "นำร่างของเธอออกไป" เขาเอ่ยสั่ง
สองขาก้าวตรงไปยังตู้หลังนั้น มือดึงเอาผ้าที่คลุมนั่นออกสุดแรง ก่อนแง้มเปิดประตูทั้งสองด้านอย่างเบามือ
ดวงตาสีแดงสดมองเห็นร่างเล็กที่นั่งกอดปืนสีเงินกระบอกใหญ่แน่นผ่านความมืดภายใน ดวงตาสีม่วงสวยค้างนิ่ง ร่างกายสั่นเทา มันเป็นอาการของผู้ที่กลัวจนจับขั้วหัวใจ
และถึงแม้นน้ำตาจะเจิ่งนองทั่วใบหน้าที่แปดเปื้อนนั่นมากมายเพียงไร มันกลับไม่มีเสียงร้องใด ๆ ออกมาแม้กระทั่งเสียงสะอื้น
วินาทีนั้นเองที่คานาเมะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตน มือเรียวสองข้างถูกส่งไปช้อนร่างนั้นขึ้นโอบกอดแน่น "ไม่เป็นอะไรแล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยแผ่ว ฟังดูอ่อนโยนจนคนรอบข้างต่างตกตะลึง
เด็กหนุ่มผู้นั้นถูกพามาพักรักษาตัวในตระกูลคุรัน มันเป็นสถานที่เดียวที่น่าวางใจและปลอดภัยที่สุดในขณะนั้น น่าแปลกว่าหลังจากการหลับไปสามวันเต็ม ๆ พอตื่นมาอีกครั้งสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจะได้ยินกลับไม่มีออกมาสักเพียงคำพูดเดียว
เหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่าง กระทั่งชื่อของเด็กน้อยผู้นั้นก็ไม่มีใครได้ยินเขาเอ่ยออกมา ร่างนั้นเอาแต่กอดกระบอกปืนสีเงินแน่น เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก ไม่พูดไม่จา ไม่กินไม่นอน จนสภาพร่างกายย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
พ่อแม่ของคานาเมะเองก็คอยผลัดกันมาดูแลอยู่เรื่อย ๆ เขารู้สึกสงสารในชะตากรรมที่เวโร่ต้องเผชิญ และรู้สึกผิดในฐานะของผู้นำแวมไพร์ที่ไม่อาจรักษาสัญญา ปกป้องพวกมนุษย์จากฝีมือของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ด้วยกันเองได้
คานาเมะซึ่งกลับมาจากการจัดการปัญหาใหญ่ตรงเข้าดูอาการ ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจ "เธอไม่ทานอะไรแล้วเมื่อไหร่จะแข็งแรงกัน" เขาเอ่ย ร่างเล็กยังคงนิ่ง
เตียงนอนสีขาวยวบลงเล็กน้อย เด็กหนุ่มหย่อนกายนั่งลงยังอีกฝาก "เธอกำลังทำให้สิ่งที่ทุกคนพยายามทำสูญเปล่า"
คำพูดนั้นไปสะกิดบาดแผลใดบาดแผลหนึ่งในจิตใจดวงเล็ก ๆ นั่นเข้าอย่างจัง "ทุกคน..." คำพูดแรกหลังจากที่ดวงตาสีม่วงลืมตื่นขึ้น
"ผมไม่รู้ว่าเธอได้เห็นอะไรหรือเจออะไร แต่ที่ผมรู้คือเธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว" คานาเมะว่า "ทุกคนพยายามช่วยเหลือเธอ แต่เธอกำลังทำให้ความพยายามของผู้คนเหล่านั้นสูญเปล่า"
"ไม่ทานอะไร ไม่นอนพักผ่อน ไม่ยอมพูดยอมจากับใคร เธอคิดว่าเธอสามารถมีชีวิตอยู่ได้หากทำแบบนั้นอย่างงั้นหรือ?" อีกฝ่ายยังคงเอ่ยต่อ ดวงตากลมโตใสแหงนมองสบกับผู้พูด
ไม่มีใครสงสัยในความแข็งแกร่งของคานาเมะ เด็กวัยเพียงสิบปีเศษที่แบกรับชะตากรรมยิ่งกว่าผู้ใหญ่อายุนับร้อยปี แต่กับร่างเล็กเบื้องหน้ามันไม่ใช่ เขาเป็นมนุษย์...และมนุษย์ไม่อาจทนรับเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างแวมไพร์ซึ่งมีอายุขัยอันยาวนาน
"ผะ...ผม...." เด็กน้อยก้มหน้านิ่ง ความสับสนฉายชัด
คานาเมะเปรยยิ้ม มือแกร่งวางทาบลงบนเส้นผมสีเงินนุ่ม "เธอชื่ออะไร?"
"ชื่อ...ผม?"
เขาพยักหน้า "ใช่ ผมคานาเมะ คุรัน"
"เซโร่...เซโร่ คิริยู"
หลังจากนั้นเซโร่ก็เริ่มพูดคุยกับคนอื่นบ้าง แต่ดูจะพูดมากที่สุดก็กับคานาเมะ ซึ่งคานาเมะเองห้ามไม่ให้คนอื่นบอกถึงฐานะที่แท้จริงของตนเพราะอยากให้อีกฝ่ายปฏิบัติต่อเขาแบบนี้มากกว่าจะห่างเหินหรือแบ่งแยกอย่างชัดเจน
เขาชอบที่จะเห็นแววตาเข้มแข็งจริงจัง เสียงพูดคุยเล็ก ๆ ที่เหมือนกับคอยพร่ำบอกอะไรต่อมิอะไรตลอดเวลา รวมถึงรอยยิ้มจริงใจแสนบริสุทธิ์นั่น
เซโร่มีในสิ่งที่เขาไม่มี แม้คล้ายคลึงกับยูกิแต่ก็ไม่ใช่ยูกิ เขาไม่ได้มองคนสองคนนี้ซ้อนทับกัน แต่มองว่าต่างก็สำคัญกับตน ถึงจะหาเหตุผลมาให้ตนเองไม่ได้ก็ตามที ว่าเพราะเหตุใดถึงให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้ได้มากมายถึงเพียงนี้
คานาเมะไม่เคยถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเซโร่อีกเลย และเขาไม่อนุญาตให้ใครเอ่ยถึงมัน เขาคิดว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หากรื้อฟื้นก็รังแต่จะมาทำลายผู้เป็นเจ้าของอดีตนั่นเสียเอง
ซึ่งมันต้องไม่เกิดขึ้นกับเซโร่ "อยู่กับผมแบบนี้ไม่เบื่อรึไง?" เขาเอ่ยถามร่างเล็กตรงหน้า
"ทำไมต้องเบื่อ ก็คานาเมะเป็นเพื่อนของผม" เสียงเล็กนั่นสร้างรอยยิ้มให้กับคนฟัง
เซโร่ไม่ยอมออกไปไหน ไม่ยอมไปโรงเรียนหรือแม้แต่จะพบปะเพื่อนนอกเหนือจากที่คานาเมะแนะนำ เขาเอาแต่อยู่กับบ้าน เรียนหนังสือตามที่คานาเมะและคนอื่น ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสอน ซึ่งดูท่าว่าอิจิโจข้ารับใช้คนสนิทของคานาเมะเองก็จะชื่นชอบความฉลาดเป็นกรดของเด็กคนนี้ไม่แพ้ใคร
"แล้วผมเป็นเพื่อนกับเธอด้วยรึเปล่า?" ร่างนั้นเดินยิ้มมาแต่ไกล
เด็กน้อยลุกขึ้นยืนวิ่งเข้ากอดร่างของอีกฝ่ายไว้ อิจิโจช้อนร่างนั้นขึ้นอุ้มด้วยความเอ็นดู คานาเมะจ้องมองอาการนั้นก่อนเบือนหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ
การมาที่นี่ในเวลาแบบนี้คงต้องมีอะไรเป็นแน่ ผู้นำคนต่อไปของคุรันคิดขึ้นพลางถอนหายใจหนัก "เซโร่กลับไปรอที่ห้องก่อนได้ไหม อิจิโจคงมีอะไรอยากคุยกับผม" เขาวางหนังสือเล่มเล็กนั่นไว้บนโต๊ะ พลางเดินไปรับร่างเล็กนั้นมาอุ้ม
ใบหน้าน่ารักทำแก้มป่องบึ้งตึง แต่ก็ยอมกลับห้องพักของตน "ก็ได้..." ดวงตาสีม่วงมองผู้มาเยือน "แล้วมาสอนเรื่องนั้นให้ผมอีกนะอิจิโจ มันสนุกมากเลย"
"แน่นอนครับ" อิจิโจยิ้มรับ
หลังจากมั่นใจว่าเซโร่ออกไปแน่นอนแล้ว สีหน้ายิ้มแย้มของผู้มาเยือนจึงเปลี่ยนเป็นตึงเครียดหนัก "ท่านพ่อกับท่านแม่ของท่าน..."
ดวงตาสีแดงฉายความตื่นตระหนก "ทำไม?"
"ระหว่างทางที่เดินทางไปพบท่านยูกิ พวกท่านทั้งสองก็ถูกลอบสังหารครับ" สิ่งที่ได้ยินสร้างความตกใจให้กับคานาเมะอย่างที่สุด เขาทรุดลงนั่งก้มหน้า มือหนึ่งยกขึ้นกุมขมับแน่น
พลันดวงตาคมกริบเงยขึ้นด้วยความวาวโรจน์อย่างสุดบรรยาย ความใจเย็นและนิ่งงันราวภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่มลายหายไปทันควัน สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของอิจิโจคือเจ้าแห่งแวมไพร์ที่แท้จริง
"เขาจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ..." คานาเมะกำหมัดแน่น "ด้วยชีวิต!"
TBC. (รวมเล่ม)
คุย ๆ
หลังจากได้ลองสอบถามพี่ ๆ น้อง ๆ ในครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องหนังสือว่ามีใครจะออกอะไรรึเปล่า ก็มีเสียงตอบรับว่าน่าจะออกในงานแคปซูลที่จะถึง นุ๊กเลยตัดสินใจว่าจะทำรวมเล่มฟิคแวมไพร์ไนท์เรื่องนี้วางขายในงานแคปซูลโกล (คาดว่าน่าจะวันที่ 6 ธ.ค.นี้) ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ การสั่งจอง หรือราคาจะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามและการให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด
สำหรับคนที่ไม่ซื้อไม่ต้องตกใจนะคะ นุ๊กตั้งใจทำให้กับคนที่อยากเก็บรวมเล่มอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าเพื่อความยุติธรรม นุ๊กจะลงตอนต่อของฟิคเรื่องนี้หลังจากที่หนังสือออกขายได้พักหนึ่ง และจะลงแบบตัดตอน โดยไม่มี NC ฉากบางฉาก ฉากจบบริบูรณ์(มีแต่ฉากจบปกติ) และตอนพิเศษค่ะ (เพื่อรับประกันว่าลูกค้าจะได้ความคุ้มค่าในการซื้อ)
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ *ค้อม ๆ*