Title : Tell a lie [ ท้องฟ้า เมฆา และ ม่านหมอก ]
Pairing : 100 / 69 / 18 / 27 (จงเรียงสมการต่อไปนี้ให้ถูกต้อง)
Genre : Drama
Rating : G
Warning : มันคือมหกรรมเสะกดเสะ ขอย้ำเสะกดเสะ แต่ไม่ต้องตกใจ ทูน่ายังเคะเหมือนเดิม 555
หากเลือกได้....ก็คงไม่มีใครต้องการให้เป็นแบบนี้
คุณคือท้องฟ้าที่คอยฉุดรั้งสายหมอกอย่างผม
คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้คนอย่างผม
เพราะสำคัญ....เพื่อคนสำคัญถึงยอมที่จะเสียสละ
คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
จงจำไว้...ทั้งหมดนี่ก็เพื่อคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
ร่างสูงสมส่วนนอนหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟาในห้องหนังสือขนาดใหญ่ มือหนึ่งวางทาบหนังสือที่ถูกกางคว่ำทับอยู่เหนืออก อีกมือหนึ่งตกอยู่ข้างตัวจับแว่นตาขอบสีขาวบางที่จะหลุดจากมือแหล่มิหลุดแหล่ไว้ ใบหน้าได้รูปดูอิดโรย ลมหายใจก็ดูบางเบาเหมือนคนใกล้สิ้นชีพ
เสียงบานประตูไม้เปิดออกพร้อมกับการมาเยือนของร่างบาง ท้องฟ้าผู้สูงส่งแห่งวองโกเล่กำลังเมียงมองค้นหาอะไรสักอย่าง ดวงตากลมโตใสชะงักเมื่อพบกับปลายเท้าที่ถูกยื่นเลยออกมาเนื่องด้วยความสูงที่มีมากกว่า
รอยยิ้มแต่งแต้มพร้อมกับสองขาที่ก้าวเข้าประชิด มือเรียวเท้าบนโซฟาหนังสีดำ ดวงตาจ้องมองยังใบหน้าของผู้ที่หลับใหล " คงเหนื่อยมากเลยสินะ.... "
เสียงพึมพำเบา ๆ เรียกเอาสติที่ลอยไปไกลกลับคืนมา เปลือกตากระพริบถี่ เผยดวงตาสองสีให้ลืมสบกับผู้มาเยือน " กลับมาแล้วหรือครับ? " มุคุโร่ยันกายขึ้นนั่ง
สึนะเดินอ้อมด้านหลัง ก่อนจะทรุดลงนั่งข้างกัน " ความจริงนายนอนต่อก็ได้นะ ฉันเข้ามากวนรึเปล่า? "
" ไม่หรอกครับ คุณเข้ามาก็ดีแล้วเพราะหากผมหลับนานกว่านี้ งานก็คงไม่เสร็จ " เสียงทุ้มกล่าวปะปนไปกับรอยยิ้มอ่อนโยน
กาลเวลาล่วงเลยมากว่าสิบปี หากนับตั้งแต่ศึกครั้งใหญ่กับมิลฟีโอเร่แฟมิลี่ ครั้งนั้นมีเรื่องต่าง ๆ มากมาย การสูญเสียที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหาสิ่งไหนมาทดแทนได้ แต่กระนั้นสิ่งที่ได้รับกลับคืนก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่ากันเลยสักนิด
ได้มิตรภาพ สัมพันธภาพ และบุคคลสำคัญกลับคืนมา
ร่างบางที่นั่งอมยิ้มพร้อมขมวดคิ้วข้าง ๆ กำลังทำให้มุคุโร่รู้สึกสงสัย ความคิดที่กำลังแล่นเรียงอยู่ในหัวสมองของอีกฝ่ายนั้นคืออะไร เหตุใดจึงทำให้ดีใจและเป็นกังวลได้ในคราเดียว
" คิดอะไรอยู่หรือครับ? "
คนถูกถามส่ายศีรษะไปมา " ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่นายคงลำบากแย่เลย โกคุเทระ คุณพี่แล้วก็ยามาโมโตะดันไม่อยู่เสียกันหมด "
มุคุโร่หัวเราะเบา ๆ " พวกเขาไปทำงานกันนี่ครับ ที่สำคัญ...ผมเองก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระของคุณบ้าง "
สึนะไม่รู้หรอกว่าระหว่างตัวเขาในอนาคตกับมุคุโร่ในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขารับรู้เพียงแต่สัมผัสของอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ถาโถมเข้าใส่ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ ร่างของมุคุโร่ที่ปรากฏเป็นมายาซ้อนทับร่างของหญิงสาว รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขและทุกข์แต้มเสียจนทำเอาใบหน้าหล่อเหลาหม่นหมองไปหมด ร่างกายที่แปรเปลี่ยนไป เส้นผมสีน้ำเงินเข้มที่ยาวจนคาดเดาระยะเวลาได้
มือเล็กจับปอยผมสีน้ำเงินขึ้นมอง ดวงตาสองสีจ้องการกระทำที่ถูกครอบงำด้วยความเหม่อลอยนั่นนิ่ง ไม่คัดค้านหรือเรียกสติกลับคืน
" นาย....กับฉันในอนาคตน่ะ..... " จู่ ๆ เสียงหวานก็เอ่ยขึ้น
" ครับ? " คิ้วเรียวเลิกสูง
สีนะเงียบลง " ไม่มีอะไร... "
มุคุโร่รู้ว่าสึนะอยากจะพูดอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาเองมากกว่าที่ไม่อยากบอกอะไร ไม่อยากบอกถึงเรื่องที่สึนะในตอนนี้อยากรู้ ไม่อยากบอกถึงเรื่องราวที่อีกฝ่ายอยากจะถาม เขาอาจเป็นคนเดียวที่รู้ความลับเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนั่นดีที่สุด
ร่าสูงลุกขึ้นยืนบิดกายไปมาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงหยิบกองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง " ไปกันเถอะครับ ถ้านานกว่านี้เดี๋ยวฮิบาริคุงจะโกรธเอา "
" จริงสิ!! " สึนะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ลืมไปเสียสนิทว่านัดกับฮิบาริไว้
พวกเขากำลังจะไปเจรจาธุรกิจกับมิลฟีโอเร่ ศัตรูตัวฉกาจที่แปรเปลี่ยนมาเป็นคู่ค้าคนสำคัญ เหตุการณ์นั้นแม้จะดูเหมือนเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน แต่สำหรับสึนะแล้วกลับยาวนานเสียยิ่งกว่าช่วงเวลาไหน เพราะมันทั้งกัดกร่อนจิตใจ แรงกายและพลังในการมีชีวิตให้ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ
ดวงตาสีดำเข้มคมจ้องมองมายังผู้มาใหม่ทั้งสอง ดวงหน้าเย็นชาแสนหงุดหงิดบ่งบอกอารมณ์รุนแรงจนแทบจะกินเลือดเนื้อของผู้ที่รุกล้ำเข้ามาเพียงน้อยนิดให้สลายหายไปในพริบตา ฮิบาริกัดฟันแน่น แทบจะถลาเข้าไปดึงร่างบางให้ห่างออกมาจากผู้พิทักษ์แห่งหมอก
" เพราะผมเผลอหลับไปน่ะครับ ไม่ใช่ความผิดของวองโกเล่ " มุคุโร่เอ่ยอย่างไม่รอคำถาม
" ใครถามแกเจ้าพืชชั้นต่ำ "
" คึหึหึหึ...ไม่ต้องถามผมก็รู้ครับ เพราะมันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่วองโกเล่หายไปนาน " อีกฝ่ายย้อนคำ ฮิบาริแทบจะนำอาวุธคู่ใจออกมาฟาดฟันเสียตรงนี้
แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
สึนะเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็รีบห้าม รั้งเอาข้อมือแกร่งของคนเจ้าอารมณ์ไว้แน่น " ใจเย็น ๆ สิครับคุณฮิบาริ ผมว่าเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวอีกฝ่ายเขาจะรอนานนะครับ "
ไม่ใช่เพียงแต่มุคุโร่ที่อ่อนลงให้กับสึนะ ฮิบาริเองก็เช่นกัน เขายอมฟังคำพูดของอีกฝ่ายมากขึ้น อารมณ์ก็เริ่มเย็นลงกว่าแต่ก่อนมาก อาจเพราะการเติบโตท่ามกลางหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนต้องรับผิดชอบก็เป็นได้ แต่กระนั้น...สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนไปเลยก็คือ ความรู้สึกเกลียดที่มีต่อมุคุโร่
สำหรับมุคุโร่เองแล้วเขากลับรู้สึกเฉย ๆ เสียมากกว่า เหตุผลเพราะเขาไม่ได้คิดจะใส่ใจหรือสนใจใครเลยนอกจากสึนะเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการแสดงออกที่ดูเหมือนจะแบ่งแยกอย่างชัดเจน
" ไปกันได้แล้ว! " ฮิบาริฉุดข้อมือบางนั่นอีกครั้ง ก่อนจะพาเดินตรงไปยังรถยนต์สีดำคันหรูที่จอดรอไว้ด้านนอก
ผู้พิทักษ์แห่งหมอกยืนมองแผ่นหลังทั้งสองอยู่พัก ก่อนจะเดินตามไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้สนใจที่จะเร่งรีบแข่งกับเวลาและอารมณ์ของใครบางคนเลยสักนิด นั่นเป็นเหตุให้เมฆาแสนเยือกเย็นถึงกับออกแรงกระชากเอาเนคไทที่ผูกอย่างเรียบร้อย ดึงให้อีกฝ่ายเข้ามาประชิดใกล้ตัว
" นายจงใจจะกวนฉันหรือไง? " เสียงทุ้มเย็นพูดราวกระซิบ ด้วยไม่อยากให้ผู้ที่นั่งรออยู่ในรถต้องรับรู้เหตุการณ์
นั่นเป็นครั้งแรกที่มุคุโร่เห็นความแตกต่างระหว่างร่างกายของเขาและฮิบาริใกล้ ๆ ในช่วงเวลาสิบกว่าปีมานี้ ร่างกายของฮิบาริดูจะพัฒนาขึ้นทั้งส่วนสูงและกล้ามเนื้อ ผิดกับเขาที่ไม่ว่าดูมุมไหนก็ยังคงไม่แข็งแรงเท่า ผลกระทบจากการถูกคุมขังที่ทำให้เพิ่มขึ้นได้แค่ส่วนสูงเท่านั้น
" คึหึหึหึ....ถ้าคุณคิดแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องของคุณ ผมคงช่วยอะไรไม่ได้ " ไม่ได้จงใจจะยียวนกวนประสาท แต่การตอบคำถามในลักษณะแบบนี้ก็เป็นกับผู้พิทักษ์และคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
สึนะเมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยังคงไม่เข้ามานั่งในรถทั้งที่จวนเจียนเวลาเต็มทีก็ต้องขอออกไป และทันทีที่เสียงเปิดประตูรถยนต์อีกฝั่งดัง มุคุโร่ก็รีบดึงมือที่กุมคอเสื้อตนออกอย่างรวดเร็ว แล้วจัดแจงให้เข้าที่อย่างเรียบร้อยที่สุด
" มีอะไรกันรึเปล่า?? " ดวงตากลมโตใสมอง
ดวงตาสีดำขลับจ้องมองใบหน้าที่ยียวนของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถพร้อมกระแทกประตูปิดอย่างรุนแรง สึนะสะดุ้งเล็กน้อย พลางสบตากับดวงตาของสีที่จ้องมองมา มุคุโร่ยิ้มแล้วส่ายศีรษะไปมาเป็นเชิงบอกว่าไม่มีอะไร
ความเงียบเกิดขึ้นตลอดทางเช่นทุกครั้งที่มีฮิบาริและมุคุโร่ไปด้วยกัน ถ้าเป็นยามาโมโตะ โกคุเทระหรือเรียวเฮ ส่วนใหญ่จะต้องมีเสียงพูดคุย ทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ได้ยินอย่างไม่มีเบื่อ พอคิดแล้วก็ให้ถอนหายใจหนัก เมื่อไหร่สองคนนี้จะเข้ากันได้ดีเสียที
คนนั่งข้างสังเกตเห็นท่าทางนั่น จึงอดจะถามไม่ได้ " เป็นอะไรรึเปล่าครับ? "
" ไม่มีอะไรหรอก " สึนะยิ้มกลับ
นภาหมองด้วยห่วงสองพิทักษ์
หนึ่งจมปลักกับความแค้นยากหักล้าง
หนึ่งเฉยเมยไม่สนใจทุกสิ่งอย่าง
ความคัดค้านไม่ลงตัวมัวหมองใจ
ทันทีที่มาถึงสถานที่นัดหมาย การต้อนรับอย่างดีเยี่ยมก็ปรากฏ เสมือนรู้ว่าแขกในชุดสูทสีดำสนิททั้งสามผู้ซึ่งมาเยือนเอาในเวลาพลบค่ำแบบนี้เป็นใคร สึนะพยักหน้ารับการเชื้อเชิญ พลางเดินนำร่างสองร่างเข้าสู่ภายใน ไร้ซึ่งความกลัวหรือหวาดเกรงใด ๆ ดั่งแต่ก่อน
นั่นคือการพัฒนาและเติบโตขึ้นของท้องฟ้าแห่งวองโกเล่ นภาผืนใหญ่เพียงผืนเดียวที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่งไว้ แขนสองข้างที่ดูเล็กและบอบบางหากแต่มีพละกำลังที่ซ่อนเร้น ร่างกายที่เสมือนคนป่วยกลับแฝงด้วยอำนาจมหาศาล จิตใจที่ดูอ่อนแอกลับยิ่งใหญ่สมฐานะตน
แม้จะหลากสีสัน แต่กระนั้นท้องฟ้าก็ยังคงเป็นท้องฟ้า
รอยยิ้มกว้างภายใต้ดวงตาสีม่วงสวยแย้มรอรับแขกผู้มาเยือน เบียคุรันลุกขึ้นต้อนรับคนทั้งสามอย่างเป็นมิตร สึนะรับไมตรีนั้นด้วยความคุ้นเคย แม้จะเคยเป็นศัตรูกันมาเนิ่นนาน แต่พอกาลเวลาผันผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป จากศัตรูก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญ
" ขอโทษนะครับที่เรียกพบกะทันหันแบบนี้ " เสียงทุ้มขี้เล่นเอ่ย
สึนะยิ้มรับ " ไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่คุณเบียคุรันเรียกผมมาพบนี่มีธุระอะไรรึครับ? "
" สึนะโยชิคุงคงเคยได้ยินเรื่องพวกค้าอาวุธเถื่อนสินะครับ "
" ครับ....แต่ช่วงนี้ดูจะได้ยินบ่อยกว่าทุกครั้ง "
" นี่แหละครับคือปัญหา... "
จริง ๆ แล้วการค้าอาวุธถือเป็นธุรกิจหลัก ๆ ที่สำคัญอีกอย่างของเหล่ามาเฟีย เส้นทางการค้าและลำเลียงสิ่งของนั้นค่อนข้างจะเป็นไปอย่างง่ายดายหากทำสัญญาร่วมกัน อย่างวองโกเล่และมิลฟีโอเร่ก็เช่นกัน ทั้งสองต่างกุมพื้นที่คนละเขตไว้ และเมื่อทำสัญญากัน....การขนส่งจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่น
แต่ช่วงระยะหลัง ๆ มานี้ได้มีกลุ่มพ่อค้ามืดบางกลุ่ม ทำการลักลอบขนถ่ายสินค้า รวมถึงยักยอกสินค้าบางส่วนจากการขนส่งรายปกติไป เนื่องด้วยการคุ้มครองและการตรวจสอบนั้นอ่อนกว่าลูกค้ารายใหญ่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์บ่อยขึ้น ๆ มันก็ยากจะมองข้าม
" ผมอยากให้คนของสึนะโยชิคุงช่วยตรวจสอบดูด้วย เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง เพราะตอนนี้ทางเราก็เร่งรัดเรื่องนี้อยู่ " เบียคุรันกล่าวต่อ
" ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ... " จู่ ๆ ฮิบาริที่นั่งเงียบก็ขัดขึ้น
คนได้ยินต่างเลิกคิ้วสูงมองกลับเป็นเชิงถาม จะยกเว้นก็แต่มุคุโร่ที่ยังคงนั่งหลับตานิ่ง " แปลกอะไรหรือครับฮิบาริคุง? "
คนถูกถามกลับหัวเราะ " มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือไง ตั้งนานไม่มีปัญหา ดันมามีปัญหาเอาช่วงที่ไม่น่าจะเกิดแบบนี้ "
" ไม่ไว้ใจเราสินะครับ? " เบียคุรันนั่งคิดอยู่พักก่อนตอบ
" หึ... " ฮิบาริไม่ตอบกลับ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะออกไปในทางลบ สึนะก็ต้องยื่นมืออกมาอีกครั้ง " คงไม่มีอะไรหรอกครับ ยังไงเราทั้งสองก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน คุณฮิบาริเองคงคิดมากเกินไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ " น้ำเสียงเหมือนจะโอนอ่อนแต่ไม่ใช่ สึนะจงใจจะเน้นคำว่าพึ่งพาอาศัย
ไม่ได้ไว้ใจ แต่ก็ไม่อาจละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ได้สินะ...
เบียคุรันคิดแล้วหัวเราะเบา ๆ ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มเมื่อวันวานจะเติบโตมาได้อย่างงดงามถึงเพียงนี้ คิดแล้วก็มีเรื่องน่าสนุกให้นึกเล่นมาอย่างไม่ขาดสายจริง ๆ แต่กระนั้นก็ยังคงไม่ลืมจะทักทายคนที่ตนสนใจเป็นที่สุด
" วันนี้มุคุโร่คุงเงียบเชียวนะครับ "
ดวงตาสองสีลืมมอง ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง " ก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดนี่ครับ "
คำตอบที่แสนเย็นชาค่อย ๆ ออกมาจากริมฝีปากได้รูป คนรับคำตอบแทบอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ มันคือความพอใจอย่างที่สุด ไม่ว่าเมื่อไหร่ ตอนไหน...สิ่งที่ได้มายากมันเหมาะที่จะเก็บรักษาไว้มากกว่าสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ
ของเล่นที่มีคุณค่า....ตุ๊กตาที่มีชีวิต
การพูดคุยยังคงมีต่อไป แน่นอนว่าไม่พ้นเรื่องของธุรกิจและผลประโยชน์ สัญญาบางข้อถูกนำออกมาเน้นย้ำเป็นช่วง ๆ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นคู่ค้าสำคัญ แต่กระนั้นความกินแหนงแคลงใจก็ยังคงมีให้เห็น ถึงไม่แสดงออกชัดเจน ก็สามารถรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ
เวลาล่วงเลยไปกว่าสามชั่วโมง ในที่สุดการสนทนาต่าง ๆ ก็สิ้นสุดลง สึนะกล่าวอำลาและขอตัวจากไป ตามติดด้วยฮิบาริ และมุคุโร่ที่เหมือนว่าตั้งใจจะอยู่รั้งท้าย
ร่างสูงเพรียวก้าวเข้าประชิดบอสแห่งมิลฟีโอเร่ " ผมไม่รู้ว่าคุณทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร แต่ตราบใดที่คุณยังคงเป็นมิตรกับวองโกเล่เราก็ยังคงสื่อสารกันได้... "
เขาเว้นจังหวะ " แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณคิดจะทำร้ายคน ๆ นั้น เพียงแค่คิด.....ผมคนนี้จะไม่ละเว้นทุกสิ่งที่มันสามารถทำลายคุณให้ย่อยยับได้ จำไว้นะครับ " มุคุโร่แย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ซึ่งความน่าหวาดหวั่นจริง ๆ
เบียคุรันหัวเราะ ก่อนจะคว้าแขนของคนที่กำลังจะเดินจากไปไว้ " และถ้าผมจะบอกว่าสิ่งที่ผมทำทั้งหมดก็เพื่อได้คุณมาล่ะมุคุโร่คุง....คุณจะเชื่อไหม? "
มุคุโร่ยังคงนิ่ง ไม่มีท่าทีตกใจใด ๆ " ผมบอกแล้วไงครับ ถ้าคุณคิดจะทำร้ายคน ๆ นั้น....ถ้าคุณคิด เมื่อนั้น..... "
ดวงตาสีม่วงจ้องมองร่างที่เดินจากไปนิ่ง ในสายตาของเขาช่างเป็นความมืดและความหลอกลวงที่ดูสง่างามยิ่งนัก สง่างามจนอยากจะเก็บไว้เป็นของเขาเพียงคนเดียว เก็บไว้.....ขังไว้ในห้องที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้
สายหมอกร่ำร้อง....อ้อนวอนท้องฟ้า
อย่าหวนคืนหา....ให้ล่องดั่งใจ
หยุดยั้งความคิด....นิมิตยาวไกล
ก้าวข้ามฝ่าไป....อย่าสนใจเหลียวมอง
จะขอเป็นสายหมอกที่ปกคลุมท้องฟ้า ปกป้องท้องนภาตราบชั่วนิรันดร์
==============TBC=============
นุ๊ก - อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!! เอาจนได้ เอาจนได้ตรูๆๆๆๆๆๆๆๆ ก่อนอื่นเลยขอโยนความผิดให้มุกที่ทำให้นุ๊กเบี่ยงเบนไป!!! แต่อย่างที่บอก ขอออกตัวเลยว่าไม่ได้ชอบมุคุโร่เคะ!!! ฟิคเรื่องนี้มันคือเสะกดเสะ!!! แนวว่า ถ้าเมิงอยากได้กรูเมิงต้องเหนือกว่ากรูให้ได้ ไม่เช่นนั้นอย่าหวัง!!! ประมาณนี้อ่ะ
อาจเพราะลอง ๆ ไปอ่านฟิคที่มุคุเคะแล้วมันไม่ชอบใจล่ะมั้ง เลยอยากแต่งมุคุโร่ที่รับได้ในแนวตัวเองขึ้นมา แต่ก็เอาเหอะ ถือว่าเป็นการลองของแปลกแล้วกัน
ตอนแรกคิดคู่ไว้แล้ว แต่พอแต่งไปแต่งมาชักไม่มั่นใจอย่างแรง อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ในภายหลัง ต้องดูไปตามเรื่อง แต่ในนี้จะมีเสะกดเสะให้เห็นแน่นอนที่สุด แต่สุดท้ายใครจะคู่ใครก็คงต้องตามลุ้นกันต่อไป
ย้ำอีกครั้ง!!!เสะกดเสะ!!!
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะฮ้า~
edit @ 9 Jul 2008 16:53:21 by derick