2009/Mar/05

[SFic Reborn] One day in long time ago...

Pairing : ลันเชีย-โกคุโย

Author : derick

Rating : G  


Disclaimer : แต่งเพื่อแฮปปี้เบิร์ดเดย์สะมีคนแรกและคนสุดท้าย ฮา~ มีความสุขมาก ๆ นะตัว  ถ้าเขาแต่งไม่สนุกก็ขอโทษแล้วกัน  ไม่ค่อยถนัดลันเชียเท่าไหร่ แหะ ๆ

 

 

 

 

 

ของลำค่ามักต้องแลกกับสิ่งที่ล้ำค่าเท่าเทียมกัน....

                ความทรงจำที่ดี....มักแลกด้วยเหตุการณ์ที่แสนเจ็บปวด....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงแดดยามเช้าของรุ่งอรุณส่องสว่างลงบนร่างที่ยืนอยู่บริเวณนั้น  ชายหนุ่มหยิบเอาเสื้อสูทสีดำสนิทขึ้นสวม  มือทั้งสองติดกระดุมอย่างเป็นระเบียบ  ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนปกติเช่นทุกวัน  นอกจากการทำตัวเป็นแฟมิลี่จงรักภักดีและขยันขันแข็งแล้ว  หน้าที่ใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาได้ไม่นานก็คือพี่เลี้ยงเด็ก

 

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วบอสของเขาได้นำเด็กชายสามคนเข้ามาในแฟมิลี่  เป็นเด็กที่ดูมีบุคลิกและท่าทางที่แตกต่างกัน  ลันเชียจ้องมอง  จริง ๆ แล้วเขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจตั้งแต่แรกแล้ว  แต่รอยยิ้มของเด็กคนนั้นมันเลยทำให้ความขุ่นมัวที่มีหายไปหมด

 

ภารกิจแรกในยามเช้าคือการปลุกคุณชายน้อยทั้งสามให้ตื่นจากการนิทราอันแสนสุข  ในระหว่างนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะแวะไปหาแม่บ้านเมื่อดูมื้ออาหารเช้าของวัน 

 

ชายหนุ่มเคาะประตูเพื่อบอกให้คนภายในรับรู้การมาของเขา  แต่ไม่ว่าจะเคาะอย่างไรก็ยังไร้ซึ่งเสียงตอบรับ  ลันเชียถือวิสาสะเข้าไปภายใน  ดวงตาคมแลเห็นร่างของเด็กชายทั้งสามยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนใหญ่

 

"ตื่นกันได้แล้ว"  เสียงทุ้มเปล่งออกดังพอประมาณ  พลางเดินไปรูดม่านให้แสงสว่างส่องผ่านเข้ามาอย่างสะดวก

 

มีเสียงบ่นงึมงำระคนโวยวาย  "เช้าแล้ว  จะไม่ทานข้าวเช้ากันรึไง?"

 

พอได้ยินคำว่าอาหารเช้าเด็กน้อยผมสีอ่อนก็รีบลุกขึ้นยืนตัวตรง  วิ่งถลาเข้าห้องน้ำอย่างรู้กิจ  แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะถูกมือใหญ่ของผู้ปกครองรั้งไว้เสียก่อน  "ไม่ได้นะเคน  ขืนวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งแบบนี้เสื้อผ้าได้เปียกหมดแน่ ๆ"  เขาถอดเสื้อผ้าเด็กดื้อออกแล้วนำผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมตัวให้แทน

จิคุสะและมุคุโร่ที่เหมือนจะเป็นผู้ใหญ่กว่าจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเองแล้ววางพาดไว้อย่างเรียบร้อย  ลันเชียเดินไปลูบหัวเด็กชายทั้งสอง  "อย่าเล่นน้ำกันล่ะเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา"  เขาแย้มยิ้มบาง ๆ

 

ชายหนุ่มเดินเก็บข้าวของที่วางระเกะระกะ  ไม่ว่าจะเป็นของเล่น  สมุดดินสอ  หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ดูไปแล้วรกเสียยิ่งกว่ารังหนู  พอจัดแจงทุกอย่างเข้าที่เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่บ้านแล้วเขาก็เตรียมจะไปนำเด็กทั้งสามออกมาจากห้องน้ำ

 

แต่ยังไม่ทันที่จะร้องเรียก  ร่างของเด็กน้อยจอมเฮี้ยวก็วิ่งพรวดออกมา  ตามมาด้วยเพื่อนทั้งสองที่ค่อย ๆ เดินตามมาอย่างปกติ  "อย่าวิ่งสิเคน"  จิคุสะเอ่ยพลางขยับแว่นตามนิสัย

 

"เดี๋ยวก็ล้มหรอกเคน!!"  ลันเชียร้องเมื่อเห็นผ้าขนหนูที่ห่อร่างของเด็กหนุ่มอยู่มันเริ่มไปพันแข้งพันขา

 

แล้วก็จริงดังคาด  เคนโดนผ้าขนหนูพันขาจนสะดุดล้ม  โชคดีที่บริเวณนั้นเป็นพรมพอดี  พี่เลี้ยงหนุ่มรีบวิ่งไปดูอาการ  "ก็บอกแล้วว่าอย่าวิ่ง"  เขาอุ้มเด็กชายให้ลุกขึ้นยืน

 

ไม่มีน้ำตาหรือเสียงร้องไห้ออกมาจากคนเบื้องหน้าสักนิด  แต่ลันเชียรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามอดกลั้นเพียงใด  "ลูกผู้ชายบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องฝืนไปเสียทุกอย่างหรอกนะเคน"  เขาลูบเส้นผมสีทองอ่อนเบา ๆ

 

ดวงตากร้าวเงยมอง  "ไม่ได้หรอก  ถ้าอ่อนแอก็จะต้องถูกคนอื่นรังแกน่ะสิ!!"

 

"เคน...."  มุคุโร่เดินเข้ามาใกล้  "ไม่มีใครรังแกเคนได้หรอกถ้าพวกผมยังอยู่"  เขายิ้มบาง ๆ

 

ลันเชียมองความเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของอีกฝ่าย  ทั้งการพูดจา  สีหน้าและท่าทางการแสดงออกมันเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน  ไม่เหมือนกับเด็กชายตัวน้อย ๆ ที่ยังไม่รู้จักประสีประสาสักนิด

 

เคนขยับแว่นตามนิสัย  "ไปแต่งตัวเถอะ  จะได้ไปทานข้าว"  เขาพูดขึ้นเบา ๆ

 

"นั่นสินะ....แล้วก็ทีหลังอย่าวิ่งอีกล่ะเคน"  ชายหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อผ้าของเด็กทั้งสามออกมาจากตู้ซึ่งอยู่ด้านใน  ก่อนจะสวมใส่ให้ 

 

แอบนึกขบขันตนเอง  น่าจะไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าจะมาเป็นมาเฟียนะ...  "เอาล่ะลงไปข้างล่างกัน"

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ  ในช่วงสายจะมีอาจารย์สอนพิเศษมาเป็นพี่เลี้ยงแทนเขาชั่วคราว  ซึ่งในเวลานี้ลันเชียจะออกไปทำภารกิจของแฟมิลี่ตามที่บอสของตนได้มอบหมาย  และต้องทำให้สำเร็จก่อนช่วงบ่ายของวัน

 

ถ้าไม่มีน้ำอดน้ำทนจริง ๆ คงจะทำงานตำแหน่งสำคัญนี้ได้ยากอยู่  "ฉันไปก่อนนะ  แล้วก็อย่าสร้างปัญญาปวดหัวล่ะ  ไม่อยากหาอาจารย์คนใหม่ให้อีกแล้วนะ..."

 

"ลันเชียก็สอนเองเลยสิ  พวกนั้นน่าเบื่อจะตายไป!!"  เคนสวนขึ้นทันควัน

 

ทำเอาพี่เลี้ยงหนุ่มถึงกับเกิดอาการเหวอเล็ก ๆ  "ให้คนที่เขาเชี่ยวชาญสอนน่ะดีแล้ว  พวกนายอยากมีความรู้ติดตัวแบบงู ๆ ปลา ๆ รึไง?"

 

"ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้สักหน่อย..."  เคนเบ้ปาก

 

เห็นว่าพูดกับคนนี้ไม่รู้เรื่องจึงเปลี่ยนไปหาอีกคน  "ยังไงก็ช่วยดูแลด้วยนะมุคุโร่  ในหมู่ 3 คนนี้ดูเธอจะพูดง่ายที่สุด  แล้วไว้จะซื้อขนมมาฝาก"  เขายิ้มให้

 

เด็กชายแย้มยิ้มกลับ  "ครับ.."

 

ถึงจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ใช่ว่าจะไม่น่ากลัว  เวลาเพียงแค่อาทิตย์เดียวก็ทำให้เขาลำบากต้องหาครูสอนพิเศษมาเปลี่ยนได้แทบวันเว้นวัน  เพราะอะไรน่ะเหรอ...

 

เคนป่วนจนอาจารย์ทนไม่ไหว  จิคุสะก็นิ่งเฉยไร้การโต้ตอบจนอาจารย์อึดอัด  ส่วนมุคุโร่....ดูเหมือนจะเป็นเด็กอัจฉริยะที่ไม่ว่าจะถามอะไรมาก็สามารถตอบได้หมด  ซ้ำร้ายพอถามกลับอาจารย์เองดันตอบไม่ได้เสียอีก  แล้วใครมันจะไปทนอยู่ได้ไหว

 

ถ้าให้เขาเป็นอาจารย์สอนเสียเองมีหวังต้องลาตายวันละหลายรอบแน่ ๆ  "เฮ้อ...."

 

"เหนื่อยแย่นะครับคุณลันเชีย"  เสียงหนึ่งเอ่ยปนกลั้วหัวเราะ

 

คนฟังคลายปมเนคไทออกเล็กน้อย  "ไม่หรอก...พวกเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ทำตัวแย่ขนาดนั้นเสียหน่อย"

 

"โชคดีนะครับที่เด็กพวกนั้นมาเจอบอสแล้วก็คุณลันเชีย"  เขายิ้ม

 

ลันเชียยิ้มกลับบาง ๆ  "หึ...โชคดีที่เจอบอสมากกว่านะ"

 

งานของชายหนุ่มส่วนมากจะเป็นตัวแทนของแฟมิลี่เพื่อเจรจาเรื่องราวต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่  อาจเพราะชื่อเสียงในแวดวงของเขาที่มีสูงพอตัว  รวมกับอัธยาศัยที่เข้ากับคนได้ง่าย  ทำให้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมาก

 

ลันเชียเดินพูดคุยกับผู้ชายคนหนึ่งไปตามทางเดินของคฤหาสน์สักแห่ง  ด้านหลังของพวกเขาทั้งคู่มีผู้ติดตามเพียงเล็กน้อย  จริง ๆ การจะพาคนมาด้วยนั้นก็เพื่อความอุ่นใจ  แต่หากยิ่งพามามากเท่าไหร่  นอกจากจะยุ่งยากแล้ว  มันยังแสดงออกถึงความไม่ไว้ใจในตัวคู่เจรจาด้วย

 

ซึ่งไม่ใช่วิสัยของเขา  "ยังไงวันนี้ก็ขอบคุณมากนะครับ"

 

"เช่นกันครับ  หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกันอีก"  อีกฝ่ายยื่นมือออกมา

 

ลันเชียจับมือนั้นพลางค้อมศีรษะน้อย ๆ  "เช่นกันครับ"

 

ยังไม่ทันจะเดินกลับถึงรถยนต์  เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นกระทันหัน  ลันเชียมองเบอร์ที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอ  พลางเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านใน  "ครับ?"

 

"ลันเชีย!!!"  เสียงของเคนตะโกนดังกรอกโทรศัพท์  คนฟังรีบยกมันให้ห่างเพื่อความปลอดภัยของประสาทหูตนเอง

 

"อย่าลืมที่บอก ขนม!!" 

 

พอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน  "ครับ ๆ จะแวะซื้อให้ครับคุณชาย" 

 

"ซื้อให้มุคุโร่ซังกับจิคุสะด้วยนะ!!!"  เคนว่า

 

"แล้ววันนี้เป็นเด็กดีรึเปล่า?  ถ้ากลับไปแล้วอาจารย์สอนพิเศษมาฟ้องอะไรล่ะก็...."  เขาหยอกแกมขู่

 

ว่างั้นว่านี้  ขู่ไปเรื่อย  แต่สุดท้ายก็ต้องแวะซื้อขนมกลับมาแฟมิลี่อยู่ดี  เหล่าคนในเห็นกันจนชินตาเสียแล้ว  หากไม่บอกคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าชายผู้ถือถุงขนมหวานมากมายและยิ้มแย้มให้กับทุกคนจะเป็นคนเดียวกับสุดยอดมาเฟียที่เก่งที่สุดทางตอนเหนือ

 

"เห็นแล้วผมล่ะอยากกลับไปเป็นเด็กให้คุณลันเชียเป็นพี่เลี้ยงจริง ๆ"  เสียงหัวเราะของเหล่าคนในครอบครัวดังขึ้น  คนถูกแหย่หันมายิ้มให้บาง ๆ 

 

"ถ้านายกลับไปเป็นเด็กฉันก็คงอายุพอ ๆ กับนายนั่นแหละ" 

 

ลันเชียเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ใหญ่  ที่ที่เด็กทั้งสามคนมักจะอยู่เป็นประจำในช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อย  "กลับมาแล้ว...."

 

ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยคร่างของเราก็ถูกโถมเข้าใส่อย่างแรง  ทำเอาคนที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกลับหงายหลังลงนั่ง  พอรู้ตัวอีกทีเจ้าเด็กแสบแห่งกลุ่มก็ขึ้นมานั่งทับบนตัวเขาเสียแล้ว  ชายหนุ่มยกตัวอีกฝ่ายออกช้า ๆ  "เกิดขนมเปื้อนหมดแล้วอดกินไม่รู้นะเคน"

 

มุคุโร่และจิคุสะเดินมาช่วยกันเก็บขนมที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่  "เคนพูดไม่ฟัง..."

 

"เงียบน่า!!!"

 

"หึหึ  ว่าไม่ได้นี่ครับ  ก็เคนน่ะตื่นเต้นเรื่องขนมประจำอยู่แล้ว"  มุคุโร่เอ่ยบ้าง 

 

ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างปลงตก  เอาล่ะ ๆ ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าวันนี้เรียนอะไรบ้าง  แล้วเป็นยังไงบ้าง  เขาวางมือบนไหล่ของเด็กทั้งสาม  ก่อนจะเดินนำเข้าไปภายในห้องนั่งเล่น

 

น้ำชาและเครื่องดื่มร้อนถูกยกมาเสิร์ฟเพื่อทานกับขนมที่ลันเชียซื้อมาฝาก  เขานั่งมองใบหน้าเด็ก ๆ ที่ดูจะมีความสุขกับสิ่งที่ตนทำในเวลานี้  "วาดรูปอะไรน่ะมุคุโร่?"  เขาเห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาษดูผิดไปจากจินตนาการทั่วไปของเด็กอื่น

 

"ความมืดครับ...."  อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ

 

ลันเชียขมวดคิ้วมุ่น  หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้สิ่งที่อยู่บนกระดาษขาวนั้นมีเพียงแค่สีดำหรอกนะ  ระหว่างนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก  ชายหนุ่มหยิบสีเหลืองขึ้นมา  วาดอะไรบางอย่างลงไปในความมืดสนิทนั้น

 

"ดาวกับพระจันทร์.."  มุคุโร่เปรยเบา ๆ ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างกับสิ่งที่เห็น

 

พี่เลี้ยงหนุ่มหัวเราะแห้ง ๆ  "ฉันก็วาดรูปไม่ค่อยเก่งหรอกนะ  แต่ว่าความมืดน่ะ  จะสวยได้ก็ต่อเมื่อมีดวงดาวและพระจันทร์นะ  จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ฉันชอบนั่งมองมาก" 

 

เขาเงยหน้ามองออกไปนังท้องฟ้าด้านนอกก่อนจะหันมองมายังเด็กชายคนเดิม  "เธอเองก็คงชอบด้วยสินะมุคุโร่?"

 

คนถูกถามก้มหน้าลง  มีเพียงรอยยิ้มน้อย ๆ แต้มบนริมฝีปาก  "ก็คง....เป็นแบบนั้นละมั้งครับ..."

 

ลันเชียหัวเราะ  "ต้องเป็นแบบนั้นสิ!"  เขายกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีน้ำเงินของเด็กชายอย่างเอ็นดู

 

พวกเขานั่งคุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไป  เคนมักจะชอบพาเบี่ยงประเด็นทุกทีที่เขาถามถึงเรื่องการเรียนของแต่ละวัน  ซึ่งลันเชียเองก็ไม่ได้ซีเรียสในตรงจุดนั้น  เด็ก ๆ ที่มีความคิดนอกลู่นอกทางแบบนี้แหละถึงจะเหมาะสมกับวัย  จะให้ไปนั่งคร่ำเครียดเหมือนผู้ใหญ่ก็ใช่เรื่อง 

 

แค่พวกเขาไม่ก่อความเดือดร้อนก็สบายใจแล้ว  "เผลอแปปเดียวเย็นแล้วหรอเนี่ย  พวกนายไปอาบน้ำกันก่อน จะได้ลงมาทานอาหารเย็น"

 

"แล้วลันเชียจะอาบด้วยกันไหม??"  เคนถาม

 

จิคุสะขยับแว่นเบา ๆ  "นายเป็นเด็กหรือไงเคน"

 

"ไม่ใช่สักหน่อยเว้ย!!!"

 

"ไม่เอาน่า  ทั้งคู่นั่นแหละ"  เขาห้ามทัพ  อีกคนโวยวายอีกคนก็นิ่ง อีกคนก็นั่งมองไปหัวเราะไป  เฮ้อ....

 

สุดท้ายเขาก็ต้องกลายเป็นคนอาบน้ำให้  ไอ้ช่วงเช้าน่ะไม่เท่าไหร่เพราะเพิ่งตื่นกันก็เลยงัวเงีย  แต่ช่วงเย็นนี่สิ  เผลอเป็นไม่ได้ชอบเล่นกันอยู่ในห้องน้ำนาน ๆ แถมเคนก็ซนอย่างกับลิง  ถ้าเป็นอะไรไปแล้วไม่มีใครคอยดูแลจะลำบากเอา

 

กว่าจะรบรากันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบทุ่ม  โชคดีที่ไม่เลยเวลาอาหารเย็น  ซึ่งรายการอาหารแต่ละมื้อแม่บ้านของที่นี่จะจัดให้ตามที่เด็ก ๆ ต้องการ  อาจเพราะแฟมิลี่มีแต่ผู้ใหญ่  พอมีพวกนี้มาก็เลยกลายเป็นสีสันและความสดใสของคฤหาสน์นี้ไปแทน

 

อยากได้อะไร อยากทานอะไรก็เลยถูกตามใจเสียแบบนั้น  "นี่ ๆ วันนี้ลันเชียต้องเล่านิทานให้ฟังนะ"

 

"เห?"

 

"คุณลันเชียบอกเองว่าจะเล่าให้พวกเราฟัง"  จิคุสะที่เดินอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น  ลันเชียนึกขำ  ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างจิคุสะจะอยากฟังนิทานกับเขาด้วย

 

ใบหน้าคมก้มลงมองเด็กชายอีกคน  "แล้วมุคุโร่อยากฟังรึเปล่า?"

 

"ครับ....อยากฟังเรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาว..."

 

ลันเชียนึก....เรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาวมันจะมีสักกี่เรื่องกันนะ  ขืนกว่าจะเล่าจนหลับสงสัยได้ไปงัดคลังนิทานที่มีอยู่น้อยนิดของตนเองออกมาแน่ ๆ  และไป ๆ มา ๆ ไอ้คนที่ทำงานจนเหนื่อยอย่างเขานี่แหละจะเป็นฝ่ายหลับไปเสียเอง 

 

"เอามันทั้งดวงดาว  ทั้งพระจันทร์เลยก็แล้วกัน"  เขายิ้ม

 

เด็กทั้งสามต่างขึ้นบนเตียงนอนใหญ่  ประจำที่ของตนเองเรียบร้อย  ลันเชียมองภาพตรงหน้าก่อนจะถอดเสื้อนอกและคลายปมเนคไทออกหลวม ๆ  สองขายาวเดินตรงไปยังตู้หนังสือ เลือกนิทานเล่มที่เกี่ยวกับดวงดาวและพระจันทร์ออกมาให้มากที่สุด

 

ถ้าจะมานั่งเลือกอีกก็คงเสียเวลา  เขาเลยเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน  หยิบเรื่องที่ตนเคยได้ยินได้ฟังออกมาแทน  มันเป็นเรื่องของกระต่ายกับพระจันทร์  เรื่องของดาวลูกไก่  และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่เกี่ยวกับดอกไม้จากดวงดาว

 

ชายหนุ่มปิดไฟภายในห้อง  เปิดไฟบริเวณหัวเตียง แล้วหย่อนกายนั่งลงยังฝั่งเตียงด้านมุคุโร่  "เอาละนะ..."

 

ลันเชียไม่ใช่พี่เลี้ยงมืออาชีพ  และยิ่งไม่ใช่นักเล่านิทานมืออาชีพใหญ่  เขาพยายามอ่านตามคำบรรยาย  ปนไปกับสิ่งที่ตนเองเคยได้ยินได้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก  มีคำถามไหลออกมาจากปากคนช่างสงสัยเรื่อย ๆ

 

"อยู่บนดวงจันทร์มันมีความสุขรึไง?"  เคนเอ่ยถาม

 

"คงแบบนั้นแหละ  ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นกระต่ายที่อยู่บนดวงจันทร์หรอก"

 

เคนเบ้หน้า  "ไม่เชื่ออ่ะ  ไร้สาระชะมัดเลย"

 

ลันเชียกุมขมับ  "งั้นเอาเรื่องต่อไปไหม?"

 

"ผมอยากฟังเรื่องของดอกไม้จากดวงดาวครับ.."

 

ลันเชียยิ้ม  "ได้สิ"

 

....นานมาแล้วมีเจ้าชายองค์หนึ่ง  เขาเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์  มีความมั่งคั่งร่ำรวย  มีคนคอยเดินตามรับใช้มากมาย  วัน ๆ อยากได้อะไรก็ได้  อยากทำอะไรก็ได้ทำ  ไม่เคยถูกขัดใจ  และไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา

                แต่แล้ววันหนึ่งเขาเอ่ยถามกับอาจารย์ที่สอนหนังสือว่า 

                ‘ในโลกนี้สิ่งใดงดงามที่สุด'

            อาจารย์ผู้สอนจึงตอบว่า

                ‘กระหม่อมเคยได้ยินว่ามีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อดอก เอสเทล  เป็นดอกที่มีแสงสีทองสว่างเรืองรอง และจะบานเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น'

            เจ้าชายจึงถามต่อว่า

                ‘ดอกที่เจ้าว่าอยู่ที่แห่งใด?'

            อาจารย์แย้มยิ้มพลางชี้ออกไปยังท้องฟ้าเบื้องบน

                ‘นครแห่งราตรี'

            ตั้งแต่นั้นมาเจ้าชายก็ทรงติดใจเรื่องนี้เป็นที่สุด  ทุกวันเขาจะเฝ้าถามเหล่าอาจารย์และขุนนางว่านครแห่งราตรีอยู่ที่แห่งใด  แต่ก็ไม่มีใครตอบได้และเห็นเป็นเรื่องขำขัน

                จากนั้นเจ้าชายจึงเข้าไปถามพระราชบิดาและพระราชมารดาของตนเอง  ว่านครแห่งราตรีอยู่แห่งใด  และเขาจะเอาดอกไม้สีทองที่ชื่อว่าเอสเทลได้อย่างไร  ทั้งสองทรงมองหน้ากันก่อนหัวเราะออกมาบ้าง

                ‘แม่มิเคยได้ยินที่แห่งนั้นดอกลูกรัก  แต่หากเจ้าต้องการดอกไม้สีทองแม่จะให้คนไปหามาให้'

            เจ้าชายส่ายหน้า

                ‘ไม่ว่าอย่างไรลูกก็ต้องการดอกไม้สีทองที่ชื่อว่า เอสเทล เท่านั้น!!'

            นอกจากจะทรงยื่นคำขาดแล้ว  ด้วยความเอาแต่ใจที่ทรงมียิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลงไปใหญ่  องค์ชายทรงไม่เสวยหรือทำอะไรเลยสักนิด  ได้แต่เก็บตัวอยู่ภายในห้องแล้วบอกว่า หากไม่ได้ดอกไม้ที่ชื่อว่าเอสเทลนั่นเขาจะไม่ยอมทำอะไรเป็นเด็ดขาด

                เรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ผู้ที่สอนเขาในเรื่องราววันนั้น  และด้วยประกาศที่มีออกไปว่า หากใครสามารถหาดอกไม้ที่ชื่อเอสเทลได้  องค์ราชาและองค์ราชินียินดีจะมอบให้ทุกอย่าง

                อาจารย์ผู้นั้นก็แย้มยิ้มและแปลงร่างเป็นพ่อมดชราที่มีใบหน้าน่าหวาดกลัว  กลิ่นตัวรุนแรงยิ่งกว่าความเน่าเหม็นใด  ซ้ำยังแสดงกริยามารยาทต่ำทรามเสียจนรับไม่ได้อีก

                ‘แต่ข้ามีดอกไม้ที่ชื่อว่า เอสเทล'

            เพียงคำนั้นคำเดียวจากการถูกขับไล่กลายเป็นเทิดทูน  องค์ราชินีทรงดีใจเป็นที่สุด  ด้วยความเป็นห่วงด้วยกลัวลูกชายอันเป็นดวงใจจะตายจากไป

                ‘ได้โปรดบอกเถิดว่าต้องการอะไรจากเรา'

            ยาจกเฒ่าแปลงกายตอบ

                ‘ข้าต้องการชีวิตของพระองค์'

            เหล่าข้าราชบริพารและขุนนางที่ได้ยินต่างระส่ำระสาย  เตรียมพร้อมจะกำจัดคนที่หวังปองร้ายราชาและราชินีของตน

                ‘หยุดก่อน!'

            ราชินีร้องห้าม

                ‘ชีวิตเราไม่สำคัญนักดอก แต่ขอให้ละเว้นชีวิตขององค์ราชาไว้  พระองค์จะต้องทรงอยู่ค้ำจุนนครแห่งนี้  ส่วนเรา....ชีวิตของเราจะขอแลกกับผู้ที่จะกลายเป็นเสาหลักของนครแห่งนี้ต่อไปเอง'

            ด้วยความเป็นแม่ของลูกและแม่ของเมือง  พระนางยอมทรงเสียสละชีวิตตนเอง  โดยขอร้องให้นางเป็นคนมอบดอกไม้สีทองนั่นให้กับลูกรักก่อนนางจะต้องลาจากโลกนี้ไป

                น่าแปลกที่ยาจกเฒ่ามิได้ขัดข้อง  และไม่ได้เกรงกลัวการบิดเบือนสัญญาที่น่าจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด

                ‘ตกลง  วันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน  กระหม่อมจะต้องเห็นร่างที่ไร้ลมหายใจของพระองค์'

            เขากล่าวเพียงแค่นั้น ก่อนจะทิ้งกล่องปริศนากล่องหนึ่งไว้ โดยกำชับว่าให้เปิดมันเฉพาะตอนกลางคืนที่ท้องฟ้ามืดมิดเท่านั้น

                พลบค่ำ  กล่องไม้นั้นถูกเปิดออก  ภายในบรรจุดอกไม้สีทองเรืองรองสว่างไสว  เป็นดอกไม้ที่งดงามและมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าเครื่องหอมใด  เป็นดอกไม้ที่ไม่ว่าใครก็ไม่เคยเห็นและได้สัมผัส

                องค์ราชินีถือมันไว้แนบอก...

            ‘เจ้า....'

            องค์ราชามิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด  ผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่นมิอาจแสดงความอ่อนแอและเห็นแก่ตนได้

                มือเรียวยื่นสัมผัสใบหน้าของชายผู้เป็นที่รัก  จุมพิตบางเบาบนแก้ม

‘ทรงอย่าได้เป็นกังวล  ทรงอย่าโทษใคร  หม่อมฉันเชื่อว่าหลังจากนี้พระองค์จะทรงเลี้ยงดูองค์ชายได้ดีแน่นอน....'

เธอเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำอำลาใดอีก  ทิ้งให้ดวงตาเข้มแข็งนั่นส่องประกายอ่อนไหวและพรั่งพรูไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเสียใจเพียงลำพัง

พระนางทรงมาถึงหน้าประตูบานใหญ่

                ‘แม่นำดอกไม้ที่เจ้าต้องการมาให้เจ้าแล้วลูกรัก'

            เพียงเท่านั้นบานประตูที่ปิดแน่นสนิทก็เปิดอ้าออก  ปรากฏใบหน้าอิฐโรยไร้เรี่ยวแรงของผู้เป็นลูก  เพียงแค่นั้นน้ำตาของแม่ก็ไหลกลบ  ร่วงหล่นลงสัมผัสกลีบดอกไม้สีทองสว่าง

                ‘งดงามจริง ๆ หม่อมฉันดีใจเหลือเกิน  ขอบคุณพะยะค่ะเสด็จแม่!!'

            องค์ชายกระโดดกอดผู้เป็นมารดา  โดยหารู้ไม่ว่านั่นจะเป็นความอบอุ่นสุดท้ายที่ตนได้รับ

                ในคืนนั้นองค์ราชินีทรงบรรทมอยู่กับลูกชายตน  เฝ้ามองใบหน้ายามหลับไหลนั่นจนถึงรุ่งสาง  แล้วตัดสินใจจากลาไป  เธอไม่สามารถทนอยู่มองใบหน้าของผู้เป็นที่รักได้ 

                ม้าตัวสีขาวจากจรออกจากประตูวัง  ควบตะบึงไปยังส่วนลึกของป่าที่ไกลออก  พระองค์ทรงหยุดลงตรงสวนดอกไม้ป่า  ที่ที่เธอและพระสวามีพบกันเป็นครั้งแรก

                ร่างงดงามทอดตัวลงนอนกลางมวลดอกไม้  เปลือกตาบางหลับลง

                ‘ลาก่อนโลกอันเป็นที่รัก....'

            องค์ชายตื่นจากบรรทมด้วยความยินดี  ดอกไม้สีทองถูกเก็บไว้ในกล่องเพื่อรอเวลายามค่ำคืน  พระองค์ทรงเดินไปยังด้านนอก  ทักทายคนในวังโดยรอบ  แต่น่าแปลกที่ดูเหมือนจะมีแต่เขาที่มีความสุขเพียงคนเดียว

                ‘พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด?'

            ไม่มีใครตอบคำถามใด  ได้แต่เลี่ยงและหลบหนีหน้าอยู่แบบนั้น 

                องค์ชายทรงทนไม่ไหว  ตรงไปสอบถามพระบิดาด้วยตนเอง

                ‘เกิดอะไรขึ้นพะย่ะค่ะ  ทำไมทุกคนถึงได้เศร้าแบบนั้น?'

                พระบิดาหลับตาลงช้า ๆ

                ‘ลูกรัก....แต่นี้ต่อไปเจ้าจะต้องตั้งใจเรียนให้มาก  พ่อจะไม่ตามใจเจ้าอีกต่อไปแล้ว'

            เด็กชายเบ้หน้าไม่พอใจ

                ‘ข้าจะไปหาเสด็จแม่!!'

            พระราชาตะโกนก้อง 

                ‘แม่ของเจ้าจากไปแล้ว  เพื่อเจ้า...เพื่อดอกเอสเทลที่เจ้าอยากเห็นเป็นหนักหนา'

                เจ้าชายน้อยเบิกตากว้าง  ศีรษะเล็กส่ายไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  พลันหันหลังวิ่งออกไปไกล  ทหารพยายามฉุดรั้งร่างของพระองค์ไว้

                ‘เจ้าคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของแม่เจ้า  จากนี้และตลอดไป'

            พระบิดาทรงเอ่ยเพียงแค่นั้น  ร่างเล็กก็ทรุดลงปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร  เพราะเขา....เพราะเขาที่ทำให้พระมารดาต้องลาจากโลกนี้ไป

                ของที่หายาก....ก็ต้องแลกกับสิ่งที่คุ้มค่าเทียบเคียงกัน....

                เสียงหนึ่งกระซิบแผ่ว  ด้วยความเป็นเด็กจึงรู้สึกเชื่อและหวาดกลัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน  องค์ชายวิ่งกลับห้องของตน  หยิบดอกไม้สีทองที่บัดนี้ไม่ส่องแสงประกายใด ๆ ออกมากำไว้แน่น

                ‘เราไม่เอาแล้ว!!! เอาท่านแม่ของเราคืนมา!!!'

            พระองค์ทรงตะโกน  วิ่งไปทั่วทุกที  กำดอกไม้นั้นแน่นและตะโกนไปไม่หยุด

                เวลาไม่อาจย้อนกลับ  สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีทางจะย้อนกลับไปแก้ไขใด ๆ ได้อีก....

                เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

                ‘แล้วจะทำอย่างไร!! จะทำอย่างไรให้แม่ของเราคืนมา!!!'

            ร่างของเฒ่ายาจกปรากฏกายแล้วชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า

                ‘นครแห่งราตรี  ที่นั่นมีดอกไม้ดอกหนึ่งที่ชื่อว่า ดอกไม้แห่งคำอธิษฐาน'

            องค์ชายเบิกตากว้าง

                ‘แล้วเรา....เราต้องทำอย่างไรจึงจะได้มันมา??'

            ชายชรายิ้ม

                ‘ทำในสิ่งที่พระองค์ต้องทำ  พระองค์ทรงรู้ว่าคืออะไร'

            ร่างนั้นค่อย ๆ จางหายไป

                ‘แล้วสักวันหนึ่งพระองค์จะพบกับดอกไม้นั้นด้วยตัวของพระองค์เอง...'

            แต่นั้นมาองค์ชายก็ทรงตั้งหน้าตั้งตาเรียน  ทำทุกอย่างดั่งที่แม่ของพระองค์เคยพร่ำสอน  กาลเวลาผ่านไปนานนับปี  จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม  เติบโตขึ้นท่ามกลางนครหลวงอันแสนงดงาม  เติบโตขึ้นเป็นที่รักใคร่ของประชาชนชาวเมือง

                เติบโตขึ้นพร้อมความเข้าใจ

                ...พร้อมบทเรียนราคาแพงยิ่งกว่าสิ่งมีค่าใด ๆ ในโลก...

               

               

 

แม้จะเป็นเรื่องที่ดีและแฝงข้อคิดไว้มากมาย  แต่ลันเชียก็รู้สึกว่ามันอาจจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กวัยเหล่านี้  เขามองใบหน้าของเด็กชายทั้งสาม  แล้วก็รู้สึกโล่งใจ  "หลับกันไปแต่เมื่อไหร่น่ะ...."

 

เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตน  "ดึกป่านนี้แล้วหรือเนี่ย..."

 

ลันเชียเก็บหนังสือนิทานทั้งหมด  พลางปิดไฟที่หัวเตียงลง  "ราตรีสวัสดิองค์ชาย..."

 

 

 

 

 

....แสงไฟดับลงพร้อมประกายแห่งความหวังที่เกิดขึ้น

.....ประกายความหวังที่เกิดขึ้นจะคงอยู่พร้อมกับความทรงจำอันงดงาม         

               

 

 

 

 

 

 

END.

 

 

 

 

 

 

05 - 03 - 2009

Happy Birth Day นะจ้า~สะมีที่รัก 

แก่ขึ้นอีกปีแล้วนะตัว  ยังไงก็มีความสุขมาก ๆ สุขภาพแข็งแรง เงินท้องไหลมาเทมา 

ประสบความสำเร็จและสมหวังในทุกสิ่งเน้อ >[]<

 

ไม่รู้ฟิคจะออกมาถูกใจไหม  เขาไม่ค่อยถนัดแต่งทางลันเชียกับพวกโกคุโยเท่าไหร่ 555 กะจะให้น่ารัก ๆ แต่พอนึกหน้าพวกนั้นแล้วมันน่ารักไม่ค่อยจะออกกร๊ากกกก ส่วนนิทานนี่คิดสดเลยนะ อาจจะไปคลับคล้ายคลับคลาเรื่องไหนบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้  แต่เอาเป็นว่าพยายามถึงที่สุดแล้วจ้า - -"

 

สุดท้ายนี้รักสะมีมาก ๆ ค่ะ ด๊วบ ๆ

 

 

 

 

 

 


You - Kaito

edit @ 5 Mar 2009 21:27:21 by derick

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขอกรี๊ดดังๆก่อน
รักตัววววววววววววววววววว =3=

คุณลันเชียน่ารักมากกกก ป๊ะป๋าสุดๆ โฮวกกกกกกกกกก
(คืนนี้จะหลับฝันดีด้วยนิทานของคุณพี่เลี้ยง = =b)

ขอบคุณหลายๆเด้อ... ทั้งๆที่เป็นคำขอสุดเอาแต่ใจยังเขียนให้ ด๊วบๆ
#1  by  SadoZ At 2009-03-05 22:02, 
หุหุ มา HBD ป้าดอสด้วยคน
#2  by  chomexchome -ศิษย์สมยศ- At 2009-03-05 22:28, 

<< Home