[SFic Reborn] One day in long time ago...
Pairing : ลันเชีย-โกคุโย
Author : derick
Rating : G
Disclaimer : แต่งเพื่อแฮปปี้เบิร์ดเดย์สะมีคนแรกและคนสุดท้าย ฮา~ มีความสุขมาก ๆ นะตัว ถ้าเขาแต่งไม่สนุกก็ขอโทษแล้วกัน ไม่ค่อยถนัดลันเชียเท่าไหร่ แหะ ๆ
ของลำค่ามักต้องแลกกับสิ่งที่ล้ำค่าเท่าเทียมกัน....
ความทรงจำที่ดี....มักแลกด้วยเหตุการณ์ที่แสนเจ็บปวด....
แสงแดดยามเช้าของรุ่งอรุณส่องสว่างลงบนร่างที่ยืนอยู่บริเวณนั้น ชายหนุ่มหยิบเอาเสื้อสูทสีดำสนิทขึ้นสวม มือทั้งสองติดกระดุมอย่างเป็นระเบียบ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนปกติเช่นทุกวัน นอกจากการทำตัวเป็นแฟมิลี่จงรักภักดีและขยันขันแข็งแล้ว หน้าที่ใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาได้ไม่นานก็คือพี่เลี้ยงเด็ก
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วบอสของเขาได้นำเด็กชายสามคนเข้ามาในแฟมิลี่ เป็นเด็กที่ดูมีบุคลิกและท่าทางที่แตกต่างกัน ลันเชียจ้องมอง จริง ๆ แล้วเขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจตั้งแต่แรกแล้ว แต่รอยยิ้มของเด็กคนนั้นมันเลยทำให้ความขุ่นมัวที่มีหายไปหมด
ภารกิจแรกในยามเช้าคือการปลุกคุณชายน้อยทั้งสามให้ตื่นจากการนิทราอันแสนสุข ในระหว่างนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะแวะไปหาแม่บ้านเมื่อดูมื้ออาหารเช้าของวัน
ชายหนุ่มเคาะประตูเพื่อบอกให้คนภายในรับรู้การมาของเขา แต่ไม่ว่าจะเคาะอย่างไรก็ยังไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ลันเชียถือวิสาสะเข้าไปภายใน ดวงตาคมแลเห็นร่างของเด็กชายทั้งสามยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนใหญ่
"ตื่นกันได้แล้ว" เสียงทุ้มเปล่งออกดังพอประมาณ พลางเดินไปรูดม่านให้แสงสว่างส่องผ่านเข้ามาอย่างสะดวก
มีเสียงบ่นงึมงำระคนโวยวาย "เช้าแล้ว จะไม่ทานข้าวเช้ากันรึไง?"
พอได้ยินคำว่าอาหารเช้าเด็กน้อยผมสีอ่อนก็รีบลุกขึ้นยืนตัวตรง วิ่งถลาเข้าห้องน้ำอย่างรู้กิจ แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะถูกมือใหญ่ของผู้ปกครองรั้งไว้เสียก่อน "ไม่ได้นะเคน ขืนวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งแบบนี้เสื้อผ้าได้เปียกหมดแน่ ๆ" เขาถอดเสื้อผ้าเด็กดื้อออกแล้วนำผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมตัวให้แทน
จิคุสะและมุคุโร่ที่เหมือนจะเป็นผู้ใหญ่กว่าจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเองแล้ววางพาดไว้อย่างเรียบร้อย ลันเชียเดินไปลูบหัวเด็กชายทั้งสอง "อย่าเล่นน้ำกันล่ะเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา" เขาแย้มยิ้มบาง ๆ
ชายหนุ่มเดินเก็บข้าวของที่วางระเกะระกะ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น สมุดดินสอ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ดูไปแล้วรกเสียยิ่งกว่ารังหนู พอจัดแจงทุกอย่างเข้าที่เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่บ้านแล้วเขาก็เตรียมจะไปนำเด็กทั้งสามออกมาจากห้องน้ำ
แต่ยังไม่ทันที่จะร้องเรียก ร่างของเด็กน้อยจอมเฮี้ยวก็วิ่งพรวดออกมา ตามมาด้วยเพื่อนทั้งสองที่ค่อย ๆ เดินตามมาอย่างปกติ "อย่าวิ่งสิเคน" จิคุสะเอ่ยพลางขยับแว่นตามนิสัย
"เดี๋ยวก็ล้มหรอกเคน!!" ลันเชียร้องเมื่อเห็นผ้าขนหนูที่ห่อร่างของเด็กหนุ่มอยู่มันเริ่มไปพันแข้งพันขา
แล้วก็จริงดังคาด เคนโดนผ้าขนหนูพันขาจนสะดุดล้ม โชคดีที่บริเวณนั้นเป็นพรมพอดี พี่เลี้ยงหนุ่มรีบวิ่งไปดูอาการ "ก็บอกแล้วว่าอย่าวิ่ง" เขาอุ้มเด็กชายให้ลุกขึ้นยืน
ไม่มีน้ำตาหรือเสียงร้องไห้ออกมาจากคนเบื้องหน้าสักนิด แต่ลันเชียรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามอดกลั้นเพียงใด "ลูกผู้ชายบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องฝืนไปเสียทุกอย่างหรอกนะเคน" เขาลูบเส้นผมสีทองอ่อนเบา ๆ
ดวงตากร้าวเงยมอง "ไม่ได้หรอก ถ้าอ่อนแอก็จะต้องถูกคนอื่นรังแกน่ะสิ!!"
"เคน...." มุคุโร่เดินเข้ามาใกล้ "ไม่มีใครรังแกเคนได้หรอกถ้าพวกผมยังอยู่" เขายิ้มบาง ๆ
ลันเชียมองความเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของอีกฝ่าย ทั้งการพูดจา สีหน้าและท่าทางการแสดงออกมันเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ไม่เหมือนกับเด็กชายตัวน้อย ๆ ที่ยังไม่รู้จักประสีประสาสักนิด
เคนขยับแว่นตามนิสัย "ไปแต่งตัวเถอะ จะได้ไปทานข้าว" เขาพูดขึ้นเบา ๆ
"นั่นสินะ....แล้วก็ทีหลังอย่าวิ่งอีกล่ะเคน" ชายหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อผ้าของเด็กทั้งสามออกมาจากตู้ซึ่งอยู่ด้านใน ก่อนจะสวมใส่ให้
แอบนึกขบขันตนเอง น่าจะไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าจะมาเป็นมาเฟียนะ... "เอาล่ะลงไปข้างล่างกัน"
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ในช่วงสายจะมีอาจารย์สอนพิเศษมาเป็นพี่เลี้ยงแทนเขาชั่วคราว ซึ่งในเวลานี้ลันเชียจะออกไปทำภารกิจของแฟมิลี่ตามที่บอสของตนได้มอบหมาย และต้องทำให้สำเร็จก่อนช่วงบ่ายของวัน
ถ้าไม่มีน้ำอดน้ำทนจริง ๆ คงจะทำงานตำแหน่งสำคัญนี้ได้ยากอยู่ "ฉันไปก่อนนะ แล้วก็อย่าสร้างปัญญาปวดหัวล่ะ ไม่อยากหาอาจารย์คนใหม่ให้อีกแล้วนะ..."
"ลันเชียก็สอนเองเลยสิ พวกนั้นน่าเบื่อจะตายไป!!" เคนสวนขึ้นทันควัน
ทำเอาพี่เลี้ยงหนุ่มถึงกับเกิดอาการเหวอเล็ก ๆ "ให้คนที่เขาเชี่ยวชาญสอนน่ะดีแล้ว พวกนายอยากมีความรู้ติดตัวแบบงู ๆ ปลา ๆ รึไง?"
"ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้สักหน่อย..." เคนเบ้ปาก
เห็นว่าพูดกับคนนี้ไม่รู้เรื่องจึงเปลี่ยนไปหาอีกคน "ยังไงก็ช่วยดูแลด้วยนะมุคุโร่ ในหมู่ 3 คนนี้ดูเธอจะพูดง่ายที่สุด แล้วไว้จะซื้อขนมมาฝาก" เขายิ้มให้
เด็กชายแย้มยิ้มกลับ "ครับ.."
ถึงจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ใช่ว่าจะไม่น่ากลัว เวลาเพียงแค่อาทิตย์เดียวก็ทำให้เขาลำบากต้องหาครูสอนพิเศษมาเปลี่ยนได้แทบวันเว้นวัน เพราะอะไรน่ะเหรอ...
เคนป่วนจนอาจารย์ทนไม่ไหว จิคุสะก็นิ่งเฉยไร้การโต้ตอบจนอาจารย์อึดอัด ส่วนมุคุโร่....ดูเหมือนจะเป็นเด็กอัจฉริยะที่ไม่ว่าจะถามอะไรมาก็สามารถตอบได้หมด ซ้ำร้ายพอถามกลับอาจารย์เองดันตอบไม่ได้เสียอีก แล้วใครมันจะไปทนอยู่ได้ไหว
ถ้าให้เขาเป็นอาจารย์สอนเสียเองมีหวังต้องลาตายวันละหลายรอบแน่ ๆ "เฮ้อ...."
"เหนื่อยแย่นะครับคุณลันเชีย" เสียงหนึ่งเอ่ยปนกลั้วหัวเราะ
คนฟังคลายปมเนคไทออกเล็กน้อย "ไม่หรอก...พวกเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ทำตัวแย่ขนาดนั้นเสียหน่อย"
"โชคดีนะครับที่เด็กพวกนั้นมาเจอบอสแล้วก็คุณลันเชีย" เขายิ้ม
ลันเชียยิ้มกลับบาง ๆ "หึ...โชคดีที่เจอบอสมากกว่านะ"
งานของชายหนุ่มส่วนมากจะเป็นตัวแทนของแฟมิลี่เพื่อเจรจาเรื่องราวต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ อาจเพราะชื่อเสียงในแวดวงของเขาที่มีสูงพอตัว รวมกับอัธยาศัยที่เข้ากับคนได้ง่าย ทำให้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมาก
ลันเชียเดินพูดคุยกับผู้ชายคนหนึ่งไปตามทางเดินของคฤหาสน์สักแห่ง ด้านหลังของพวกเขาทั้งคู่มีผู้ติดตามเพียงเล็กน้อย จริง ๆ การจะพาคนมาด้วยนั้นก็เพื่อความอุ่นใจ แต่หากยิ่งพามามากเท่าไหร่ นอกจากจะยุ่งยากแล้ว มันยังแสดงออกถึงความไม่ไว้ใจในตัวคู่เจรจาด้วย
ซึ่งไม่ใช่วิสัยของเขา "ยังไงวันนี้ก็ขอบคุณมากนะครับ"
"เช่นกันครับ หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกันอีก" อีกฝ่ายยื่นมือออกมา
ลันเชียจับมือนั้นพลางค้อมศีรษะน้อย ๆ "เช่นกันครับ"
ยังไม่ทันจะเดินกลับถึงรถยนต์ เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นกระทันหัน ลันเชียมองเบอร์ที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอ พลางเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านใน "ครับ?"
"ลันเชีย!!!" เสียงของเคนตะโกนดังกรอกโทรศัพท์ คนฟังรีบยกมันให้ห่างเพื่อความปลอดภัยของประสาทหูตนเอง
"อย่าลืมที่บอก ขนม!!"
พอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน "ครับ ๆ จะแวะซื้อให้ครับคุณชาย"
"ซื้อให้มุคุโร่ซังกับจิคุสะด้วยนะ!!!" เคนว่า
"แล้ววันนี้เป็นเด็กดีรึเปล่า? ถ้ากลับไปแล้วอาจารย์สอนพิเศษมาฟ้องอะไรล่ะก็...." เขาหยอกแกมขู่
ว่างั้นว่านี้ ขู่ไปเรื่อย แต่สุดท้ายก็ต้องแวะซื้อขนมกลับมาแฟมิลี่อยู่ดี เหล่าคนในเห็นกันจนชินตาเสียแล้ว หากไม่บอกคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าชายผู้ถือถุงขนมหวานมากมายและยิ้มแย้มให้กับทุกคนจะเป็นคนเดียวกับสุดยอดมาเฟียที่เก่งที่สุดทางตอนเหนือ
"เห็นแล้วผมล่ะอยากกลับไปเป็นเด็กให้คุณลันเชียเป็นพี่เลี้ยงจริง ๆ" เสียงหัวเราะของเหล่าคนในครอบครัวดังขึ้น คนถูกแหย่หันมายิ้มให้บาง ๆ
"ถ้านายกลับไปเป็นเด็กฉันก็คงอายุพอ ๆ กับนายนั่นแหละ"
ลันเชียเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ใหญ่ ที่ที่เด็กทั้งสามคนมักจะอยู่เป็นประจำในช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อย "กลับมาแล้ว...."
ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยคร่างของเราก็ถูกโถมเข้าใส่อย่างแรง ทำเอาคนที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกลับหงายหลังลงนั่ง พอรู้ตัวอีกทีเจ้าเด็กแสบแห่งกลุ่มก็ขึ้นมานั่งทับบนตัวเขาเสียแล้ว ชายหนุ่มยกตัวอีกฝ่ายออกช้า ๆ "เกิดขนมเปื้อนหมดแล้วอดกินไม่รู้นะเคน"
มุคุโร่และจิคุสะเดินมาช่วยกันเก็บขนมที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ "เคนพูดไม่ฟัง..."
"เงียบน่า!!!"
"หึหึ ว่าไม่ได้นี่ครับ ก็เคนน่ะตื่นเต้นเรื่องขนมประจำอยู่แล้ว" มุคุโร่เอ่ยบ้าง
ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างปลงตก เอาล่ะ ๆ ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าวันนี้เรียนอะไรบ้าง แล้วเป็นยังไงบ้าง เขาวางมือบนไหล่ของเด็กทั้งสาม ก่อนจะเดินนำเข้าไปภายในห้องนั่งเล่น
น้ำชาและเครื่องดื่มร้อนถูกยกมาเสิร์ฟเพื่อทานกับขนมที่ลันเชียซื้อมาฝาก เขานั่งมองใบหน้าเด็ก ๆ ที่ดูจะมีความสุขกับสิ่งที่ตนทำในเวลานี้ "วาดรูปอะไรน่ะมุคุโร่?" เขาเห็นสิ่งที่อยู่บนกระดาษดูผิดไปจากจินตนาการทั่วไปของเด็กอื่น
"ความมืดครับ...." อีกฝ่ายตอบเรียบ ๆ
ลันเชียขมวดคิ้วมุ่น หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้สิ่งที่อยู่บนกระดาษขาวนั้นมีเพียงแค่สีดำหรอกนะ ระหว่างนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก ชายหนุ่มหยิบสีเหลืองขึ้นมา วาดอะไรบางอย่างลงไปในความมืดสนิทนั้น
"ดาวกับพระจันทร์.." มุคุโร่เปรยเบา ๆ ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างกับสิ่งที่เห็น
พี่เลี้ยงหนุ่มหัวเราะแห้ง ๆ "ฉันก็วาดรูปไม่ค่อยเก่งหรอกนะ แต่ว่าความมืดน่ะ จะสวยได้ก็ต่อเมื่อมีดวงดาวและพระจันทร์นะ จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ฉันชอบนั่งมองมาก"
เขาเงยหน้ามองออกไปนังท้องฟ้าด้านนอกก่อนจะหันมองมายังเด็กชายคนเดิม "เธอเองก็คงชอบด้วยสินะมุคุโร่?"
คนถูกถามก้มหน้าลง มีเพียงรอยยิ้มน้อย ๆ แต้มบนริมฝีปาก "ก็คง....เป็นแบบนั้นละมั้งครับ..."
ลันเชียหัวเราะ "ต้องเป็นแบบนั้นสิ!" เขายกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีน้ำเงินของเด็กชายอย่างเอ็นดู
พวกเขานั่งคุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไป เคนมักจะชอบพาเบี่ยงประเด็นทุกทีที่เขาถามถึงเรื่องการเรียนของแต่ละวัน ซึ่งลันเชียเองก็ไม่ได้ซีเรียสในตรงจุดนั้น เด็ก ๆ ที่มีความคิดนอกลู่นอกทางแบบนี้แหละถึงจะเหมาะสมกับวัย จะให้ไปนั่งคร่ำเครียดเหมือนผู้ใหญ่ก็ใช่เรื่อง
แค่พวกเขาไม่ก่อความเดือดร้อนก็สบายใจแล้ว "เผลอแปปเดียวเย็นแล้วหรอเนี่ย พวกนายไปอาบน้ำกันก่อน จะได้ลงมาทานอาหารเย็น"
"แล้วลันเชียจะอาบด้วยกันไหม??" เคนถาม
จิคุสะขยับแว่นเบา ๆ "นายเป็นเด็กหรือไงเคน"
"ไม่ใช่สักหน่อยเว้ย!!!"
"ไม่เอาน่า ทั้งคู่นั่นแหละ" เขาห้ามทัพ อีกคนโวยวายอีกคนก็นิ่ง อีกคนก็นั่งมองไปหัวเราะไป เฮ้อ....
สุดท้ายเขาก็ต้องกลายเป็นคนอาบน้ำให้ ไอ้ช่วงเช้าน่ะไม่เท่าไหร่เพราะเพิ่งตื่นกันก็เลยงัวเงีย แต่ช่วงเย็นนี่สิ เผลอเป็นไม่ได้ชอบเล่นกันอยู่ในห้องน้ำนาน ๆ แถมเคนก็ซนอย่างกับลิง ถ้าเป็นอะไรไปแล้วไม่มีใครคอยดูแลจะลำบากเอา
กว่าจะรบรากันเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบทุ่ม โชคดีที่ไม่เลยเวลาอาหารเย็น ซึ่งรายการอาหารแต่ละมื้อแม่บ้านของที่นี่จะจัดให้ตามที่เด็ก ๆ ต้องการ อาจเพราะแฟมิลี่มีแต่ผู้ใหญ่ พอมีพวกนี้มาก็เลยกลายเป็นสีสันและความสดใสของคฤหาสน์นี้ไปแทน
อยากได้อะไร อยากทานอะไรก็เลยถูกตามใจเสียแบบนั้น "นี่ ๆ วันนี้ลันเชียต้องเล่านิทานให้ฟังนะ"
"เห?"
"คุณลันเชียบอกเองว่าจะเล่าให้พวกเราฟัง" จิคุสะที่เดินอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น ลันเชียนึกขำ ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างจิคุสะจะอยากฟังนิทานกับเขาด้วย
ใบหน้าคมก้มลงมองเด็กชายอีกคน "แล้วมุคุโร่อยากฟังรึเปล่า?"
"ครับ....อยากฟังเรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาว..."
ลันเชียนึก....เรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาวมันจะมีสักกี่เรื่องกันนะ ขืนกว่าจะเล่าจนหลับสงสัยได้ไปงัดคลังนิทานที่มีอยู่น้อยนิดของตนเองออกมาแน่ ๆ และไป ๆ มา ๆ ไอ้คนที่ทำงานจนเหนื่อยอย่างเขานี่แหละจะเป็นฝ่ายหลับไปเสียเอง
"เอามันทั้งดวงดาว ทั้งพระจันทร์เลยก็แล้วกัน" เขายิ้ม
เด็กทั้งสามต่างขึ้นบนเตียงนอนใหญ่ ประจำที่ของตนเองเรียบร้อย ลันเชียมองภาพตรงหน้าก่อนจะถอดเสื้อนอกและคลายปมเนคไทออกหลวม ๆ สองขายาวเดินตรงไปยังตู้หนังสือ เลือกนิทานเล่มที่เกี่ยวกับดวงดาวและพระจันทร์ออกมาให้มากที่สุด
ถ้าจะมานั่งเลือกอีกก็คงเสียเวลา เขาเลยเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน หยิบเรื่องที่ตนเคยได้ยินได้ฟังออกมาแทน มันเป็นเรื่องของกระต่ายกับพระจันทร์ เรื่องของดาวลูกไก่ และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่เกี่ยวกับดอกไม้จากดวงดาว
ชายหนุ่มปิดไฟภายในห้อง เปิดไฟบริเวณหัวเตียง แล้วหย่อนกายนั่งลงยังฝั่งเตียงด้านมุคุโร่ "เอาละนะ..."
ลันเชียไม่ใช่พี่เลี้ยงมืออาชีพ และยิ่งไม่ใช่นักเล่านิทานมืออาชีพใหญ่ เขาพยายามอ่านตามคำบรรยาย ปนไปกับสิ่งที่ตนเองเคยได้ยินได้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก มีคำถามไหลออกมาจากปากคนช่างสงสัยเรื่อย ๆ
"อยู่บนดวงจันทร์มันมีความสุขรึไง?" เคนเอ่ยถาม
"คงแบบนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นกระต่ายที่อยู่บนดวงจันทร์หรอก"
เคนเบ้หน้า "ไม่เชื่ออ่ะ ไร้สาระชะมัดเลย"
ลันเชียกุมขมับ "งั้นเอาเรื่องต่อไปไหม?"
"ผมอยากฟังเรื่องของดอกไม้จากดวงดาวครับ.."
ลันเชียยิ้ม "ได้สิ"
....นานมาแล้วมีเจ้าชายองค์หนึ่ง เขาเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ มีความมั่งคั่งร่ำรวย มีคนคอยเดินตามรับใช้มากมาย วัน ๆ อยากได้อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ได้ทำ ไม่เคยถูกขัดใจ และไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขา
แต่แล้ววันหนึ่งเขาเอ่ยถามกับอาจารย์ที่สอนหนังสือว่า
‘ในโลกนี้สิ่งใดงดงามที่สุด'
อาจารย์ผู้สอนจึงตอบว่า
‘กระหม่อมเคยได้ยินว่ามีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อดอก เอสเทล เป็นดอกที่มีแสงสีทองสว่างเรืองรอง และจะบานเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น'
เจ้าชายจึงถามต่อว่า
‘ดอกที่เจ้าว่าอยู่ที่แห่งใด?'
อาจารย์แย้มยิ้มพลางชี้ออกไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
‘นครแห่งราตรี'
ตั้งแต่นั้นมาเจ้าชายก็ทรงติดใจเรื่องนี้เป็นที่สุด ทุกวันเขาจะเฝ้าถามเหล่าอาจารย์และขุนนางว่านครแห่งราตรีอยู่ที่แห่งใด แต่ก็ไม่มีใครตอบได้และเห็นเป็นเรื่องขำขัน
จากนั้นเจ้าชายจึงเข้าไปถามพระราชบิดาและพระราชมารดาของตนเอง ว่านครแห่งราตรีอยู่แห่งใด และเขาจะเอาดอกไม้สีทองที่ชื่อว่าเอสเทลได้อย่างไร ทั้งสองทรงมองหน้ากันก่อนหัวเราะออกมาบ้าง
‘แม่มิเคยได้ยินที่แห่งนั้นดอกลูกรัก แต่หากเจ้าต้องการดอกไม้สีทองแม่จะให้คนไปหามาให้'
เจ้าชายส่ายหน้า
‘ไม่ว่าอย่างไรลูกก็ต้องการดอกไม้สีทองที่ชื่อว่า เอสเทล เท่านั้น!!'
นอกจากจะทรงยื่นคำขาดแล้ว ด้วยความเอาแต่ใจที่ทรงมียิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลงไปใหญ่ องค์ชายทรงไม่เสวยหรือทำอะไรเลยสักนิด ได้แต่เก็บตัวอยู่ภายในห้องแล้วบอกว่า หากไม่ได้ดอกไม้ที่ชื่อว่าเอสเทลนั่นเขาจะไม่ยอมทำอะไรเป็นเด็ดขาด
เรื่องนี้รู้ไปถึงหูอาจารย์ผู้ที่สอนเขาในเรื่องราววันนั้น และด้วยประกาศที่มีออกไปว่า หากใครสามารถหาดอกไม้ที่ชื่อเอสเทลได้ องค์ราชาและองค์ราชินียินดีจะมอบให้ทุกอย่าง
อาจารย์ผู้นั้นก็แย้มยิ้มและแปลงร่างเป็นพ่อมดชราที่มีใบหน้าน่าหวาดกลัว กลิ่นตัวรุนแรงยิ่งกว่าความเน่าเหม็นใด ซ้ำยังแสดงกริยามารยาทต่ำทรามเสียจนรับไม่ได้อีก
‘แต่ข้ามีดอกไม้ที่ชื่อว่า เอสเทล'
เพียงคำนั้นคำเดียวจากการถูกขับไล่กลายเป็นเทิดทูน องค์ราชินีทรงดีใจเป็นที่สุด ด้วยความเป็นห่วงด้วยกลัวลูกชายอันเป็นดวงใจจะตายจากไป
‘ได้โปรดบอกเถิดว่าต้องการอะไรจากเรา'
ยาจกเฒ่าแปลงกายตอบ
‘ข้าต้องการชีวิตของพระองค์'
เหล่าข้าราชบริพารและขุนนางที่ได้ยินต่างระส่ำระสาย เตรียมพร้อมจะกำจัดคนที่หวังปองร้ายราชาและราชินีของตน
‘หยุดก่อน!'
ราชินีร้องห้าม
‘ชีวิตเราไม่สำคัญนักดอก แต่ขอให้ละเว้นชีวิตขององค์ราชาไว้ พระองค์จะต้องทรงอยู่ค้ำจุนนครแห่งนี้ ส่วนเรา....ชีวิตของเราจะขอแลกกับผู้ที่จะกลายเป็นเสาหลักของนครแห่งนี้ต่อไปเอง'
ด้วยความเป็นแม่ของลูกและแม่ของเมือง พระนางยอมทรงเสียสละชีวิตตนเอง โดยขอร้องให้นางเป็นคนมอบดอกไม้สีทองนั่นให้กับลูกรักก่อนนางจะต้องลาจากโลกนี้ไป
น่าแปลกที่ยาจกเฒ่ามิได้ขัดข้อง และไม่ได้เกรงกลัวการบิดเบือนสัญญาที่น่าจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด
‘ตกลง วันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน กระหม่อมจะต้องเห็นร่างที่ไร้ลมหายใจของพระองค์'
เขากล่าวเพียงแค่นั้น ก่อนจะทิ้งกล่องปริศนากล่องหนึ่งไว้ โดยกำชับว่าให้เปิดมันเฉพาะตอนกลางคืนที่ท้องฟ้ามืดมิดเท่านั้น
พลบค่ำ กล่องไม้นั้นถูกเปิดออก ภายในบรรจุดอกไม้สีทองเรืองรองสว่างไสว เป็นดอกไม้ที่งดงามและมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าเครื่องหอมใด เป็นดอกไม้ที่ไม่ว่าใครก็ไม่เคยเห็นและได้สัมผัส
องค์ราชินีถือมันไว้แนบอก...
‘เจ้า....'
องค์ราชามิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่นมิอาจแสดงความอ่อนแอและเห็นแก่ตนได้
มือเรียวยื่นสัมผัสใบหน้าของชายผู้เป็นที่รัก จุมพิตบางเบาบนแก้ม
‘ทรงอย่าได้เป็นกังวล ทรงอย่าโทษใคร หม่อมฉันเชื่อว่าหลังจากนี้พระองค์จะทรงเลี้ยงดูองค์ชายได้ดีแน่นอน....'
เธอเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำอำลาใดอีก ทิ้งให้ดวงตาเข้มแข็งนั่นส่องประกายอ่อนไหวและพรั่งพรูไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเสียใจเพียงลำพัง
พระนางทรงมาถึงหน้าประตูบานใหญ่
‘แม่นำดอกไม้ที่เจ้าต้องการมาให้เจ้าแล้วลูกรัก'
เพียงเท่านั้นบานประตูที่ปิดแน่นสนิทก็เปิดอ้าออก ปรากฏใบหน้าอิฐโรยไร้เรี่ยวแรงของผู้เป็นลูก เพียงแค่นั้นน้ำตาของแม่ก็ไหลกลบ ร่วงหล่นลงสัมผัสกลีบดอกไม้สีทองสว่าง
‘งดงามจริง ๆ หม่อมฉันดีใจเหลือเกิน ขอบคุณพะยะค่ะเสด็จแม่!!'
องค์ชายกระโดดกอดผู้เป็นมารดา โดยหารู้ไม่ว่านั่นจะเป็นความอบอุ่นสุดท้ายที่ตนได้รับ
ในคืนนั้นองค์ราชินีทรงบรรทมอยู่กับลูกชายตน เฝ้ามองใบหน้ายามหลับไหลนั่นจนถึงรุ่งสาง แล้วตัดสินใจจากลาไป เธอไม่สามารถทนอยู่มองใบหน้าของผู้เป็นที่รักได้
ม้าตัวสีขาวจากจรออกจากประตูวัง ควบตะบึงไปยังส่วนลึกของป่าที่ไกลออก พระองค์ทรงหยุดลงตรงสวนดอกไม้ป่า ที่ที่เธอและพระสวามีพบกันเป็นครั้งแรก
ร่างงดงามทอดตัวลงนอนกลางมวลดอกไม้ เปลือกตาบางหลับลง
‘ลาก่อนโลกอันเป็นที่รัก....'
องค์ชายตื่นจากบรรทมด้วยความยินดี ดอกไม้สีทองถูกเก็บไว้ในกล่องเพื่อรอเวลายามค่ำคืน พระองค์ทรงเดินไปยังด้านนอก ทักทายคนในวังโดยรอบ แต่น่าแปลกที่ดูเหมือนจะมีแต่เขาที่มีความสุขเพียงคนเดียว
‘พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมด?'
ไม่มีใครตอบคำถามใด ได้แต่เลี่ยงและหลบหนีหน้าอยู่แบบนั้น
องค์ชายทรงทนไม่ไหว ตรงไปสอบถามพระบิดาด้วยตนเอง
‘เกิดอะไรขึ้นพะย่ะค่ะ ทำไมทุกคนถึงได้เศร้าแบบนั้น?'
พระบิดาหลับตาลงช้า ๆ
‘ลูกรัก....แต่นี้ต่อไปเจ้าจะต้องตั้งใจเรียนให้มาก พ่อจะไม่ตามใจเจ้าอีกต่อไปแล้ว'
เด็กชายเบ้หน้าไม่พอใจ
‘ข้าจะไปหาเสด็จแม่!!'
พระราชาตะโกนก้อง
‘แม่ของเจ้าจากไปแล้ว เพื่อเจ้า...เพื่อดอกเอสเทลที่เจ้าอยากเห็นเป็นหนักหนา'
เจ้าชายน้อยเบิกตากว้าง ศีรษะเล็กส่ายไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน พลันหันหลังวิ่งออกไปไกล ทหารพยายามฉุดรั้งร่างของพระองค์ไว้
‘เจ้าคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของแม่เจ้า จากนี้และตลอดไป'
พระบิดาทรงเอ่ยเพียงแค่นั้น ร่างเล็กก็ทรุดลงปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร เพราะเขา....เพราะเขาที่ทำให้พระมารดาต้องลาจากโลกนี้ไป
ของที่หายาก....ก็ต้องแลกกับสิ่งที่คุ้มค่าเทียบเคียงกัน....
เสียงหนึ่งกระซิบแผ่ว ด้วยความเป็นเด็กจึงรู้สึกเชื่อและหวาดกลัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน องค์ชายวิ่งกลับห้องของตน หยิบดอกไม้สีทองที่บัดนี้ไม่ส่องแสงประกายใด ๆ ออกมากำไว้แน่น
‘เราไม่เอาแล้ว!!! เอาท่านแม่ของเราคืนมา!!!'
พระองค์ทรงตะโกน วิ่งไปทั่วทุกที กำดอกไม้นั้นแน่นและตะโกนไปไม่หยุด
เวลาไม่อาจย้อนกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีทางจะย้อนกลับไปแก้ไขใด ๆ ได้อีก....
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
‘แล้วจะทำอย่างไร!! จะทำอย่างไรให้แม่ของเราคืนมา!!!'
ร่างของเฒ่ายาจกปรากฏกายแล้วชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า
‘นครแห่งราตรี ที่นั่นมีดอกไม้ดอกหนึ่งที่ชื่อว่า ดอกไม้แห่งคำอธิษฐาน'
องค์ชายเบิกตากว้าง
‘แล้วเรา....เราต้องทำอย่างไรจึงจะได้มันมา??'
ชายชรายิ้ม
‘ทำในสิ่งที่พระองค์ต้องทำ พระองค์ทรงรู้ว่าคืออะไร'
ร่างนั้นค่อย ๆ จางหายไป
‘แล้วสักวันหนึ่งพระองค์จะพบกับดอกไม้นั้นด้วยตัวของพระองค์เอง...'
แต่นั้นมาองค์ชายก็ทรงตั้งหน้าตั้งตาเรียน ทำทุกอย่างดั่งที่แม่ของพระองค์เคยพร่ำสอน กาลเวลาผ่านไปนานนับปี จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม เติบโตขึ้นท่ามกลางนครหลวงอันแสนงดงาม เติบโตขึ้นเป็นที่รักใคร่ของประชาชนชาวเมือง
เติบโตขึ้นพร้อมความเข้าใจ
...พร้อมบทเรียนราคาแพงยิ่งกว่าสิ่งมีค่าใด ๆ ในโลก...
แม้จะเป็นเรื่องที่ดีและแฝงข้อคิดไว้มากมาย แต่ลันเชียก็รู้สึกว่ามันอาจจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กวัยเหล่านี้ เขามองใบหน้าของเด็กชายทั้งสาม แล้วก็รู้สึกโล่งใจ "หลับกันไปแต่เมื่อไหร่น่ะ...."
เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตน "ดึกป่านนี้แล้วหรือเนี่ย..."
ลันเชียเก็บหนังสือนิทานทั้งหมด พลางปิดไฟที่หัวเตียงลง "ราตรีสวัสดิองค์ชาย..."
....แสงไฟดับลงพร้อมประกายแห่งความหวังที่เกิดขึ้น
.....ประกายความหวังที่เกิดขึ้นจะคงอยู่พร้อมกับความทรงจำอันงดงาม
END.
05 - 03 - 2009
Happy Birth Day นะจ้า~สะมีที่รัก
แก่ขึ้นอีกปีแล้วนะตัว ยังไงก็มีความสุขมาก ๆ สุขภาพแข็งแรง เงินท้องไหลมาเทมา
ประสบความสำเร็จและสมหวังในทุกสิ่งเน้อ >[]<
ไม่รู้ฟิคจะออกมาถูกใจไหม เขาไม่ค่อยถนัดแต่งทางลันเชียกับพวกโกคุโยเท่าไหร่ 555 กะจะให้น่ารัก ๆ แต่พอนึกหน้าพวกนั้นแล้วมันน่ารักไม่ค่อยจะออกกร๊ากกกก ส่วนนิทานนี่คิดสดเลยนะ อาจจะไปคลับคล้ายคลับคลาเรื่องไหนบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าพยายามถึงที่สุดแล้วจ้า - -"
สุดท้ายนี้รักสะมีมาก ๆ ค่ะ ด๊วบ ๆ
edit @ 5 Mar 2009 21:27:21 by derick