[AuFic Vampire Knight] Lost Mind : Part I
Pairing : KanameXZero
Author : derick
Rating : G - NC??
เซโร่นอนบิดกายไปมาบนเตียงนอนในห้องพักอย่างกระสับกระส่าย จะว่าไปนี่ก็สองวันมาแล้วที่เขาไม่มี ‘อาหาร' ตกถึงท้องเลย เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องเอกสารการย้ายโรงเรียน รวมถึงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาจำเป็นต้องเก็บกวาดให้เสร็จสรรพไร้ร่องรอยทุกอย่างในการจะสืบค้นหาตัว
แขนเรียวยาวยกขึ้นวางบนหน้าผาก ลมหายใจหอบกระชั้น ยิ่งมืดเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกกระหายมากเท่านั้น เพราะแบบนี้แหละถึงได้รังเกียจตัวเองที่ยังมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
ล่าสุดที่เขาจำความได้คือชายคนหนึ่งที่ปรากฏตัวต่อหน้าเขา ภาพนั้นเลือนลางเกินกว่าจะจดจำใบหน้าอย่างชัดเจนได้ อีกฝ่ายช้อนตัวเขาแล้วพาไปที่ไหนสักแห่ง และพอลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งก็พบว่าความทรงจำต่าง ๆ ในช่วงเวลากว่าแปดปีที่ผ่านมาหายไปจนหมดสิ้น
เหลือทิ้งไว้เพียงรสชาติอะไรบางอย่างที่กรุ่นอยู่ในประสาทรับรสและกระแสเลือด รวมทั้งรอยเขี้ยวที่เป็นแผลเด่นชัดบริเวณลำคอ เขาใช้มือลูบบนรอยสักเบา ๆ มันยังคงสัมผัสได้ "น่าขยะแขยงสิ้นดี...." ริมฝีผากบางขบเม้มแน่นอย่างโกรธแค้น
ทำไมถึงไม่ตายไปเสีย เซโร่เฝ้าคิดตลอดเวลา หลายต่อหลายครั้งเขารู้สึกหวาดกลัวตัวเอง มนุษย์ที่ปฏิเสธข้าวและน้ำ มนุษย์ที่อ่อนแอเวลาโดนแสงตะวัน มนุษย์ที่มีพละกำลังและประสาทสัมผัสพิเศษเกินเผ่าพงศ์ มนุษย์ที่อยู่ได้ด้วยการดื่มเลือด...มนุษย์ที่กลายเป็นแวมไพร์
ความทรมานที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะมีผู้รับรู้ เสียงโทรศัพท์ข้างกายดังเบา ๆ เซโร่เอื้อมมือคว้า "คิริยูครับ"
["น้ำเสียงแบบนั้นฟังดูแย่เอาการนะคิริยูคุง"]
น้ำเสียงนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี เซโร่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง "มีงานรึครับ?"
ความกระตือรือร้นที่แฝงอยู่ทำเอาปลายสายหัวเราะ ["ใช่...ทางเราได้ข่าวมาว่าบริเวณ xxx มีคดีตายปริศนาขึ้น ศพเสียชีวิตสาเหตุเพราะเลือดหมดตัว...."]
เขาเว้นจังหวะ ["คงรู้สินะ?"]
"ครับ"
["ดี....ฝากด้วยนะคิริยูคุง"] พอกล่าวจบคู่สนทนาก็ตัดสายทิ้ง
ดวงตาสีม่วงหันมองท้องฟ้าที่มืดไปด้วยเมฆหนา อีกไม่นานฝนคงตก เขาต้องรีบจัดการภารกิจนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เด็กหนุ่มลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อโคทสีดำตัวยาวสวม พลางคว้าเอากระเป๋าเอกสารใบสี่เหลี่ยมใหญ่ขึ้นวางบนเตียง
มือไขรหัสล็อคอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เห็นคือปืนสีเงินขนาดใหญ่และลูกกระสุนสีเงินสว่างที่วางเรียงรายด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ เซโร่ปลดแม็กกระสุนออกสำรวจให้แน่ใจว่ามันจะมีพอใช้สำหรับคืนนี้ แล้วเหน็บปืนนั้นไว้ที่ช่องเก็บซึ่งทำติดไว้พิเศษในเสื้อโคทด้านใน
โชคดีที่เป็นช่วงดึกแล้วเลยไม่ค่อยมีนักเรียนคนไหนออกมาเดินเพ่นผ่านนอกห้อง พอคิดถึงจุดนี้เซโร่ก็ชักหวั่นใจ หากวันหนึ่งเกิดมีคนเข้ามาพักห้องเดียวกับเขาล่ะ เขาจะทำงานได้สะดวกเช่นเดิมรึเปล่า?
ตอนมาที่นี่ครั้งแรกเซโร่ก็สำรวจที่ทางทุกอย่างอย่างละเอียด เขาออกทางประตูด้านหลังหอ ก้าวเดินต่อไปยังต้นไม้ใหญ่ อาศัยกิ่งก้านสาขาที่แตกหน่อออกมาอย่างแข็งแรงนั่นไต่ขึ้นไปเรื่อยจนสูงพอจะสามารถกระโดดข้ามอ่านรั้วโรงเรียนไปได้
เด็กหนุ่มย่อตัวลงเพื่อลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้น ก่อนสองเท้าแตะลงบนพื้นอย่างนิ่มนวล "อีก 15 นาทีงั้นหรือ?"
โดยปกติแวมไพร์จะออกล่าเหยื่อในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แต่เพื่อความปลอดภัยพวกมันจะออกล่าเหยื่อในยามวิกาลตั้งแต่ราว ๆ ห้าทุ่มขึ้นไปจนถึงเกือบรุ่งสางของวันใหม่ ฉะนั้นเหยื่อส่วนใหญ่จึงเป็นพวกเที่ยวกลางคืนที่ไร้สติสัมปชัญญะในการระแวดระวังตัว
เป้าหมายของเขาเป็นย่านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก นั่งรถไฟไปหนึ่งสถานีก็ถึง เซโร่กวาดสายตามองทันทีที่เท้าแตะพื้นถนนด้านนอกสถานี แล้วอาศัยสัญชาตญาณเป็นตัวนำทางไป
เหมือนจะได้กลิ่นคาวเลือดโชยมา ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าออกวิ่งอย่างรวดเร็ว "ขอให้ทันทีเถอะ!"
กว่าร้อยละเก้าสิบของงานที่อยู่ในมือเซโร่ เหยื่อทุกรายจะสามารถรอดชีวิตเพราะเขาช่วยไว้ได้ทัน และนับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่เหยื่อแต่ละรายนั้นอยู่ในสภาพช็อคจนหมดสติ ทำให้ง่ายต่อการจัดการกับแวมไพร์
เซโร่วิ่งหักเลี้ยวไปตามทางแล้วหยุดอยู่หน้าตรอกเล็ก ๆ ตรอกหนึ่ง กลิ่นคาวเลือดมาจากที่นี่ ดวงตาสีม่วงที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจ้องมองแหวกผ่านความมืด มือหนึ่งล้วงเข้าจับปืนคู่กายไว้แน่น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กหนุ่มจึงเปล่งเสียงร้องเรียกเบา ๆ "เฮ้" ปากกระบอกปืนถูกจ่อไปยังร่างที่ยืนกึ่งก้มหน้าอยู่
ใบหน้านั้นค่อย ๆ หันมา คมเขี้ยวขาวโผล่พ้นริมฝีปาก "แวมไพร์ฮันเตอร์!!" พอเห็นอาวุธนั่นแวมไพร์ตนนั้นก็ถึงกับเปล่งเสียงร้องดัง มือทั้งสองปล่อยร่างของเหยื่อลง แล้วก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วขึ้นไปตามกำแพงสูง
เซโร่สบถพลางก้มลงดูร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ใบหน้าของหล่อนซีดเผือดจนน่ากลัว "เฮ้ ๆ..." เขาพยายามร้องเรียกแต่มันก็ไร้ปฏิกริยาตอบรับใด ๆ เด็กหนุ่มจึงยกมือข้างที่กำปืนไว้อังบริเวณจมูก
ไม่หายใจ.... "โธ่เว้ย!!"
ดวงตาสีแดงสดเงยหน้ามองไปยังทางที่แวมไพร์ตนนั้นหนีไปด้วยความโกรธแค้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาช้าเกินไป แต่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่มันเกิดขึ้น ซ้ำเซโร่ยังอยู่ในอารมณ์กระหายอย่างมาก ความโกรธและไม่พอใจจึงเพิ่มพูนขึ้นเป็นสองเท่า
โดยปรกติแล้วแวมไพร์จะมีความสามารถทางกายสูงมากกว่ามนุษย์หลายเท่า ทั้งประสาทสัมผัส ความรวดเร็ว สายตาและการหลบหลีก เพราะเหตุนี้จึงยากที่มนุษย์ธรรมดาจะต่อกรด้วยได้
เหล่าแวมไพร์ฮันเตอร์จึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว คนพวกนี้จะมีสายเลือดที่ตกทอดกันมาแต่โบราณ เขาจะมีการฝึกฝนและได้รับการพัฒนาศักยภาพให้ไล่เลี่ยกันกับแวมไพร์
เซโร่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาคือทายาทของตระกูลนักล่าแวมไพร์ชื่อดังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่มันก็เป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อเกือบสิบปีก่อน ตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวของเขาถูกฆ่าล้างตระกูลจากแวมไพร์ชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง
แล้วเขาก็ถูกแวมไพร์ชั้นสูงที่มีเลือดบริสุทธิ์อันเข้มข้นกัด แต่ก็ไม่ตาย....ซ้ำยังได้รับพลังอะไรบางอย่าง ทำให้เขามีประสิทธิภาพ พลังและความสามารถต่าง ๆ เหนือกว่ามนุษย์และแวมไพร์ทั่วไป
ปัง!!
เซโร่ลั่นไกปืนอย่างไม่รอช้าทันทีที่เห็นเป้าหมาย กระสุนนัดนั้นยิงโดนบริเวณต้นแขน แม้จะไกลจากจุดตายไปมาก แต่เพียงแค่โดนกระสุนศักดิสิทธิ์นี่ไป พวกแวมไพร์ก็ถึงกับหยุดชะงัก มันมีฤทธิ์เช่นเดียวกับยาชาของมนุษย์
แวมไพร์จะไม่ดิ่มเลือดเหยื่อที่เสียชีวิตไปแล้ว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเซโร่ถึงไม่จัดการระเบิดสมองของแวมไพร์ตนนี้เสียทั้ง ๆ ที่เขาสามารถทำได้
สองขายาวขยับเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ แสงของดวงจันทร์สาดส่องสว่างไปทั่ว หากมีใครเกิดเงยหน้ามองขึ้นมา คงได้เห็นเงาร่างสองร่างที่อยู่บนหลังคาสูงท่ามกลางความมืดมิดเป็นแน่
"ไม่ใช่....ฉันไม่ได้ฆ่าเธอ!!!" แวมไพร์ตนนั้นปฏิเสธด้วยความหวาดกลัว ร่างค่อย ๆ อ่อนแรงลงก่อนทรุดลงนั่งคุกเข่า
ดวงตาสีแดงสดจ้องมอง "คิดว่าฉันจะเชื่อคำโกหกของแกรึไง?"
"ฉันแค่ไปเจอหล่อนนอนตายอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นเอง!!"
ใบหน้าคมยังคงเฉยชา "ช่างเป็นการแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ จริง ๆ" เขาเข้าประชิด มือเรียวจับเส้นผมนั่นกระชากขึ้นจนตึงมือ "งี่เง่าที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน"
ร่างนั้นสั่นเทา "ไม่ใช่ฉัน ได้โปรด!!!" เสียงวิงวอนร้องขอความตายที่เซโร่มักจะได้ยิน
คิ้วเรียวขมวดมุ่น นัยน์ตาสีแดงสดแสดงความสมเพชเวทนา "แล้วพวกแกเคยฟังคำขอร้องจากมนุษย์บ้างไหม? พวกแกเคยฟังคำขอร้องจากเหยื่อที่พวกแกจ้องจะทำร้ายชีวิตเขาบ้างหรือเปล่า?"
ไม่รอให้ตอบคำถาม เขี้ยวสีขาวคมกริบของเด็กหนุ่มก็ฝังลงไปบนลำคอของแวมไพร์ตนนั้นอย่างรุนแรง ร่างที่ไร้ซึ่งแรงขัดขืนกรีดร้องลั่น แต่ถึงแม้จะดังสักแค่ไหนก็ไม่มีผู้ใดสนใจ มันก็แค่เสียงลมที่พัดผ่านในยามค่ำคืนเท่านั้น
มนุษย์น่ะเห็นแก่ตัว.....
เซโร่ถอนเขี้ยวออกช้า ๆ แล้วปล่อยให้ร่างนั้นร่วงหล่นลงกองกับพื้นหลังคา มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดเลือดบริเวณริมฝีปาก ดวงตาสีแดงสดกลายเป็นสีม่วงตามเดิมแล้ว นั่นหมายถึงความกระหายที่บังเกิดขึ้นหมดลงแล้วเช่นกัน...
"ถ้าพวกแกฟังเสียงขอร้องของมนุษย์สักนิด ฉันก็คงไม่ต้องกลายมาเป็นแบบนี้..."
บางทีที่เขายังคงมีชีวิตอยู่อาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าก็เป็นได้....
พระประสงค์ที่จะให้เขากลายเป็น ‘แวมไพร์ล่าแวมไพร์'
รุ่งเช้าเมื่อพระอาทิตย์ส่องสว่างทำหน้าที่แทนพระจันทร์ในยามค่ำคืน ร่างที่ไร้วิญญาณตรงหน้าเขาก็จะกลายเป็นแค่เศษฝุ่นผงลอยไปตามสายลมเท่านั้น แวมไพร์ที่เสียชีวิตไม่ว่าจะสูงส่งแค่ไหน ยามต้องต่อแสงแห่งอรุณก็ต้องกลับไปยังจุดกำเนิดทั้งนั้น
เกิดมาจากผืนดินก็ต้องกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินเช่นเดียวกัน
เซโร่กลับมาในตอนเช้ามืด ชายหนุ่มถอดเสื้อโคทโยนไว้บนเก้าอี้นั่ง แล้วล้มตัวลงคว่ำหน้ากับเตียงนอน ดวงตาสีม่วงเหลือบมองเวลา "ตี 2 ยังนอนได้" ว่าแล้วเปลือกตานั่นก็ปิดลง พร้อมกับความฝันที่ไม่ได้เห็นมากว่าห้าปี
เช้าวันรุ่งขึ้นข่าวการเสียชีวิตของหญิงสาวคนนั้นก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียน การพูดคุยอย่างออกรสชาติดังมาตลอดทางที่เขาเดินไปยังห้องเรียน แม้แต่ภายในก็ยังคุยกันโดยไม่มีทีท่าว่าจะเงียบสงบลง
อาจเพราะเห็นจนชิน จึงคิดว่าเรื่องพวกนี้มันน่าเบื่อหน่าย ดวงตาสีม่วงเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง วันนี้จะมีวิชาที่เขาเกลียดที่สุด นั่นคือวิชาพละกลางแจ้ง....แม้จะเป็นครึ่งคนครึ่งแวมไพร์ แต่เขาก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถทนต่อแดดได้นานนี่นา....
เซโร่ไม่ได้จงใจจะทำตัวเด่นแต่อย่างใด เนื่องด้วยเขาเป็นคนฉลาด ซ้ำยังเดินทางไปไหนมาไหนบ่อย ๆ ทำให้การเรียนเป็นเรื่องง่าย ยิ่งภาษาต่างประเทศด้วยแล้วเขายิ่งถนัด
เด็กหนุ่มโดนถามคำถามยากสุดกู่ในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษด้วยเหตุผลที่เขาเอาแต่เหม่อไม่ตั้งใจเรียน แต่มันก็เท่านั้น....เพราะไม่ว่าจะโดนถามอะไรเซโร่ก็ตอบออกมาได้หมด
ซ้ำยังสวนกลับไปจนอาจารย์สอนยังต้องตกใจ "คิริยูคุงเก่งมาก ๆ เลย!! ไม่คิดว่าจะเก่งภาษาอังกฤษขนาดนี้" เสียงหนึ่งดังขึ้นในเวลาหมดคาบ
คนถูกชมหันมอง "ขอบคุณ" เขายันกายลุกขึ้นยืนเดินไปยังด้านหลัง
"จะไปไหนหรือจ๊ะ??" เธอยังคงถาม เมื่อเห็นท่าทีว่าเซโร่ไม่ได้โหดร้ายอะไร
"เปลี่ยนเสื้อผ้า เธอเองก็มีเรียนพละไม่ใช่หรือไง?" เขากล่าวจบก็เดินออกไปจากห้อง
ระหว่างทางเซโร่แอบคิดว่าเขาควรจะหนีไปห้องพยาบาลอีกดีไหม เพราะถ้าเกิดเขาเป็นลมล้มฟุบกลางสนามขึ้นมาคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ ที่สำคัญการเป็นแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นมันไม่ใช่วิ่งที่เขาจะยอมรับได้
พอคิดถึงห้องพยาบาล ใบหน้ายิ้มแย้มของอาจารย์สาวก็ย้อนกลับมา "โดดก็แล้วกัน"
สิ่งที่เขาเห็นภายในกลับเป็นใบหน้าของอาจารย์หนุ่มใบหน้าสวยกับเรือนผมสีทองสว่างแทน ดวงตาและความนิ่งเฉยนั่นมันทำให้เซโร่รู้สึกถึงความไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง "เป็นอะไรมา?" เสียงนั้นเอ่ยถาม
"รู้สึกปวดหัวครับ อยากจะขอนอนพักสักครู่" เขาตอบกลับ
อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง "งั้นขอตรวจร่างกายหน่อยแล้วกัน ถ้าเป็นอะไรหนักผมจะได้แจ้งเรื่องถูก"
"ผมแค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้นครับ ไม่ได้เป็นอะไร" เซโร่สวนทันควัน
"ผมเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลก็ต้องดูแลพวกเธอ ความรับผิดชอบมันสูงนะ"
พอเห็นท่าว่าไม่สำเร็จเป็นแน่เซโร่ก็ตัดสินใจขอตัวออกไป เห็นทีการหนีมานอนที่ห้องพยาบาลจะไม่ใช่ของง่ายเสียแล้ว "งี่เง่าชะมัด..."
ดวงตาสีฟ้ายังคงมองตามร่างนั้น เหมือนกับเขาจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง "กลิ่นคาวเลือด..."
เซโร่จำใจต้องเข้าเรียนพละกลางแจ้ง ชายหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะวิ่งเข้าสมทบกับเพื่อน ๆ อาจารย์ประจำวิชามองหน้าเขาอย่างหงุดหงิด แล้วเอ่ยปากถามถึงเหตุผล "ทำไมถึงมาสาย? เป็นนักเรียนใหม่แทนที่จะทำตัวให้ดี ๆ หน่อยแท้ ๆ"
"ผมไปห้องพยาบาลมาครับ"
"หึ....คิดจะโดดเรียนสินะ"
ดวงตาสีม่วงแย้มยิ้ม "ผมจำได้ว่าในประวัติของผมมีบอกไว้อย่างชัดเจนว่าผมเป็นโรคลมแดด ไม่สามารถถูกแดดได้นาน ๆ เพราะเหตุนี้ผมจึงไปห้องพยาบาลเพื่อขอยาทานป้องกัน เป็นอาจารย์มานานการอ่านประวัตินักเรียนแค่นี้ก็ไม่รู้หรือครับ?"
สิ่งที่สวนมาทำเอาอาจารย์หนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง มันก็ถูกที่อาจารย์จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนอย่างถี่ถ้วน ยิ่งวิชาที่มีผลต่อร่างกายของนักเรียนอย่างวิชาพละด้วยแล้วยิ่งจำเป็นมาก
"อะ....หัวเราะอะไรกันพวกเธอ!! ไปวิ่งรอบสนามคนละ 3 รอบเดี๋ยวนี้!!!" เขาหันมาชี้หน้าเซโร่ "ส่วนเธอ...อย่านึกว่าจะรอด พอสอบจริงขึ้นมาเดี๋ยวจะได้รู้กัน"
เซโร่เดินไปนั่งในร่มของอัศจรรย์ที่ตั้งอยู่ริมสนาม จริง ๆ เขาไม่ได้คิดจะบอกเรื่องประวัติอะไรนี่หรอก ถ้าอาจารย์คนนี้ไม่ได้มีนิสัยไม่น่าเคารพแบบนี้ละก็นะ....
จริง ๆ เด็กหนุ่มไม่ได้ห่วงเลยเรื่องการสอบวิ่ง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็วิ่งอยู่ทุกวันอยู่แล้ว จะแตกต่างก็ที่มันเป็นตอนกลางวันกลับกลางคืนเท่านั้นเอง เหลือแค่ภาวนาให้ก่อนสอบท้องของเขาอิ่มอย่างเต็มที่ก็พอ เพราะถ้าขาดเลือดแล้วยังต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าว่าแต่รอบสนามเลย แค่สิบเมตรยังไม่รู้ว่าจะไปรอดไหมด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มถอนหายใจหนัก "เบื่อชะมัด..." ถ้าไม่ติดว่าเขาต้องทำงานสำคัญล่ะก็ ป่านนี้คงย้ายไปอยู่โรงเรียนที่ไม่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งแล้ว
เสียงร้องบอกหมดเวลาดังทั่วโรงเรียน เขากระโดดลงจากที่นั่งแล้วเดินกลับไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งอยู่ทางด้านหลังของสนาม ในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงบ่นด่าของนักเรียน ท่าทางอาจารย์คนนี้คงนิสัยแย่จริง ๆ นั่นแหละ
"ว่าแต่นายยอดไปเลยนะคิริยู ฉันเพิ่งเคยเห็นคนตอกหน้าเจ้าจุนเบะได้ขนาดนั้น" เด็กหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะร่วน มือยกขึ้นตบบ่าของคนตัวสูงกว่าเล็กน้อยเบา ๆ อย่างสะใจ
เซโร่ตอบเพียงเล็กน้อย "ฉันก็แค่พูดความจริง" เขาเดินออกไปจากห้องทันทีที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
เขาแอบสังหรณ์ใจไม่ดีเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าไปทำให้อาจารย์ไม่พอใจถึงสองคนเสียแล้ว และแต่ละคนก็ดูจะไม่ใช่เล่น ๆ ทั้งนั้น "ใช่ว่าจะอยู่ยันจบการศึกษาสักหน่อย..." เผลอ ๆ ไม่เกินเดือนเขาอาจต้องย้ายโรงเรียนอีกแล้ว
พอคิดถึงเรื่องย้ายโรงเรียนบ่อย ๆ เขาก็คิดถึงงานที่ทำให้เขาต้องมาเข้าเรียนที่นี่ทันที เซโร่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมอง ยังไม่ได้รับการติดต่อมา แสดงว่าอาจยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
"เอาเถอะ..." บางทีการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปแบบนี้อาจดีเหมือนกัน
TBC.
อย่าลืมรดน้ำน้า~ ไม่รดไม่ต่อ~ 5555 (ล้อเล่น...)
edit @ 25 Jun 2009 13:54:30 by derick