2009/Jul/09

ของเก่ามาเล่าใหม่ ฮา...

เป็นนิยายซึ่งตอนนี้กำลังคิดอยากทำรวมเล่ม

โฮกกกกกกกก......แต่ว่ามันไม่ค่อยสนุกอะมั้ง

ไม่ก็ไม่ค่อยถูกใจนักอ่าน ฮา...

เอาอัพบล็อคไว้ให้คนผ่านมาอ่านแก้เซงเนาะ

 

 

============================

 

LOST CITY
บันทึกสายเลือกต้องสาป

 

Part I

 

 

 

 

 

 

 

บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ไกลเกินกว่าจะคาดคิด 

อาจอยู่ใกล้แค่เพียงเงาของเราเอง

แต่บางสิ่งที่อยู่ใกล้แค่เพียงเงาของเราเองนั้น 

ในความเป็นจริงแล้วอาจอยู่ไกลเกินกว่าจะคาดคิดก็เป็นได้

 

 

 

 

 

"อรุณสวัสดิ์คิม"  เสียงทักทายของเหล่าเจ้าหน้าที่ดังขึ้นในยามเช้า  เจ้าของชื่อหันมาโบกไม้โบกมือ  ยิ้มรับกับผู้คนเหล่านั้น

เขาเป็นชายหนุ่มซึ่งมีเส้นผมสีดำสนิทซอยประบ่า  ดวงตาสีน้ำเงินสดใส  สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว  บนท่อนแขนมีเสื้อโอเวอร์โคทสีดำซึ่งตัดกับผิวขาวนั่นพาดอยู่  ดูจากรูปร่างหน้าตา  คงมีอายุไม่เกินสามสิบปี  อาจแค่ยี่สิบต้น ๆ ด้วยกระมัง

สองขายาวก้าวตรงไปยังห้องด้านใน   มันเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก  กว้างยาวเท่ากัน  โดยรอบเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานซึ่งถูกจัดวางในแบบเดียวกับสำนักงาน  ก่อนจะส่งเสียงทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ  เสื้อนอกตัวเก่งถูกพาดวางไว้บนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานประจำ

มือเรียวหยิบเอกสารบนโต๊ะ   มองสำรวจมันอยู่พักใหญ่   "มีแต่คดีเดิม ๆ...."  เสียงบ่นพึมพำเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบาง

งานของแผนกสืบสวนสอบสวนดูเหมือนจะเป็นเรื่องสบายและง่ายดายกว่าพวกแผนกปราบปรามหรืออื่น ๆ  แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วกระดาษแผ่นสีขาวที่กองแทบท่วมศีรษะนั่นแหละคือข้อพิสูจน์   มันสมองที่ต้องไหลไปพร้อม ๆ กับการวิ่งเต้นหาข้อมูล 

....มันช่างแสนน่าเบื่อเสียเหลือเกิน.....

พอคิดแบบนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่  "มีใครจะเอากาแฟไหม?"  เขาตะโกนถามเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบเดียวกัน

มีเสียงตอบรับกลับมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมด  ชายหนุ่มนับพลางใช้ความจำจดจำสูตรกาแฟของแต่ละคนที่ไหว้วาน   โชคดี......มันไม่มากขนาดต้องถึงกับใช้กระดาษจด   ถ้าเช่นนั้นเขาคงได้กลายเป็นแม่บ้านแทนอาชีพเดิมแน่ ๆ

 

ในขณะกำลังยืนชงกาแฟอยู่นั่นเอง  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งดูเหมือนจะมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน  ใบหน้าได้รูปหันมองยังอีกฝ่าย  "เฮ้...ว่างไหมคิม  มีเรื่องจะให้ช่วยหน่อย"  ไม่ทันจะเอ่ยทักผู้มาเยือนนั่นก็พูดขึ้นเสียก่อน

เขาถูกพามายังห้องใหญ่สุดในสถานีตำรวจพร้อมกับแก้วกาแฟ  และชายวัยกลางคนรูปร่างล่ำสันตรงหน้าก็คือสารวัตชาลีฟหรือก็คือหัวหน้างานของพวกเขาทั้งหมด  ผู้ควบคุมสถานที่แห่งนี้  เป็นคนพูดจาดี  ห่วงใยลูกน้อง  อ่อนโยน  นิสัยดี...อาจดีเกินไปด้วยซ้ำ

"หัวหน้ามีอะไรรึครับ?"  ชายหนุ่มผมสีดำสนิทเอ่ยถาม

"บ่ายนี้นายไม่มีธุระที่ไหนใช่ไหม?"  ชาลีฟกล่าว  ท่าทางร้อนรนยังคงไม่คลายไป

"ไม่นี่ครับ  หัวหน้ามีอะไรให้ผมทำหรือ?"  เขาตอบกลับ  คิ้วเลิกสูงอย่างสงสัย

"ดีเลย ๆ บ่ายนี้จะมีคนของ ซีไอเอ มา  ช่วยไปรับที่สนามบินกลางที"  คนได้ยินแทบสำลักกาแฟที่ตนชง 

ซีไอเอ  หน่วยข่าวกรองซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาหน่วยงานราชการทั้งหลายทั้งมวล  มีอำนาจในการเข้าออกประเทศอื่น ๆ  ซ้ำยังสามารถตรวจสอบตรวจดูข้อมูลน้อยใหญ่ได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร  เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว

"หา...แล้วทำไมต้องเป็นผมล่ะ  หัวหน้าก็รู้ว่าผมไม่ถูกกับพวกนี้"  ร่างที่นั่งอยู่ลุกพรวดขึ้น  มือปาดคราบกาแฟที่เลอะอยู่บริเวณใบหน้าอย่างลวก ๆ

"ขอร้องล่ะนะ  ในกลุ่มพวกเราก็มีเธอนี่แหละที่ผลงานดีที่สุด  ช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ"  เสียงนั้นอ้อนวอนเป็นการใหญ่ 

ชายหนุ่มนิ่งคิด  แต่ไหนแต่ไรมาเขามักมีเรื่องกับพวกซีไอเอหรือเอฟบีไอเป็นประจำ  ซ้ำร้ายยังเคยโดนพักงานด้วยความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ  นั่นทำให้เขาฝังใจเป็นอันมาก  แต่กระนั้น....โดนขอร้องขนาดนี้  จะไม่ช่วยเลยก็กระไรอยู่

"โอเค...แค่ไปรับนะครับ  เรื่องอื่นผมไม่ขอยุ่ง"  เขาตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

"ได้ ๆ  แค่ไปรับก็ได้  นี่รายละเอียดนะ  ขอบคุณมาก"  ชาลีฟส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้ชายหนุ่ม

เขาเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานก่อนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้   ลืมเรื่องกาแฟไปเสียสนิท  แต่นั่นก็ไม่มีใครเอ่ยทัก  เพราะใบหน้าซึ่งกำลังใช้ความคิดอย่างเคร่งเครียดอยู่นั่นแหละที่เป็นตัวห้าม 

 เสียงถอนหายใจดังขึ้น  มันดังจนทำเอาเพื่อนร่วมงานที่อยู่รายรอบหัวเราะออกมาเบา ๆ  

"เป็นอะไรไปดริค  แกถอนหายใจแบบนี้แสดงว่าเรื่องแย่มากล่ะสิท่า"  ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยาวพอประมาณ  ดวงตาสีฟ้าแย้มยิ้มเช่นเดียวกับใบหน้าเอ่ย  อายุดูรุ่นราวคราวเดียวกัน  ผิดก็แต่ที่ผู้ทักทายตัวโตกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น

คนถูกทักแหงนหน้ามอง  "เจ....บ่ายนี้แกว่างไหม?"  เขาถามเพื่อนสนิทของตนกลับ

"ไม่แน่ใจ  ฟาลขอแลกเวรตรวจพื้นที่กับฉันไว้  มีอะไรรึ?"  เจ  หนึ่งในเจ้าหน้าที่แผนกสืบสวนสอบสวนตอบ 

"ฉันโดนให้ไปรับซีไอเอที่สนามบินกลางบ่ายนี้ว่ะ  แกก็รู้ว่าฉันไม่ถูกกับพวกนั้น"  อัลดริคบ่นอุบ  อีกฝ่ายที่มองอยู่ก็เข้าใจถึงความรู้สึกนั้นดี  เพราะเขาเองก็เคยโดนร่างแหเหมือนกัน

"แล้วพวกนั้นมาทำไมที่นี่?"  ชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักเอ่ยถาม

"ไม่รู้มัน!"  เจ้าของเรื่องตอบอย่างหงุดหงิด

อัลดริคเปิดซองเอกสารที่ได้มาออกดู  ด้านในพบกระดาษคำสั่งแผ่นหนึ่งซึ่งมีชื่อ  เวลานัดหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พักอยู่  อีกหนึ่งคือรูป  ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคือซีไอเอคนที่เขาต้องไปรับ

"เนี่ยเหรอซีไอเอ  หน้าไม่ให้เลยแหะ  อย่างกับพวกมาเฟีย"  คนมองบ่นพึมพำ

"ก็หน้าตาดีนี่นา..."   เจเอ่ย

ชายในรูปมีเส้นผมกับดวงตาสีดำสนิท  ดูนิ่งเย็นแฝงด้วยอำนาจและปริศนามากมาย  ร่างกายได้สัดส่วน  ดูจากนี้คงต้องสูงกว่าพวกเขาสักคืบสองคืบแน่  และที่สำคัญ  ท่าทางแตกต่างจากซีไอเอซึ่งเคยเจอมาก่อนหน้านี้ลิบลับ

"หลิน  ไท่หลง...."  อัลดริคอ่านรายละเอียด  ดวงตาสีน้ำเงินใสไล่เรื่อยตามตัวอักษร

สมกับเป็นคนของซีไอเอจริง ๆ  ดูจากประวัติข้อมูลคร่าว ๆ ที่ถูกส่งมานั้นก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่ง  นี่ขนาดแค่รายละเอียดทั่วไป  สมรรถภาพเอย  สายตาเอย  อื่น ๆ เอย  แค่นี้ก็ยอดคนแล้ว

"เห็นแบบนี้แล้ว  ทั้งขยาดทั้งกลัวเลยว่ะ"  ชายหนุ่มหันไปบอกกับเพื่อนตน  ก่อนจะเริ่มเคลียร์งานที่ค้างไว้ต่อ

อัลดริคเคลียร์เอกสารเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ เรื่อย ๆ  หากได้ทำบ่อย  ๆ จนชินมันก็จะเพลินไปเอง  และใช่....เขาเพลินจนลืมเวลานัดหมายไปเสียแล้ว....

"ดริค...แกทำอะไรอยู่???"  เจที่กำลังจะออกไปตรวจพื้นที่ถามอย่างงง ๆ

"ก็ทำงานสิ  แกถามอะไรบ้า ๆ"  ชายหนุ่มยังคงไม่รู้ตัว

"เออ รู้เว้ย! แต่ฉันอยากถามว่าแกไม่ไปรับซีไอเอคนนั้นเหรอไง?"  เพื่อนเขาเอ่ยในที่สุด

อัลดริคยังคงจัดการเอกสารของเขาต่ออย่างไม่สนใจ  แต่หลังจากนั้นเพียงชั่ววินาที  ชายหนุ่มก็ต้องลุกพรวดขึ้นหยิบโอเวอร์โคทตัวเก่งและกุญแจรถคู่ใจวิ่งออกไปอย่างไม่รอช้า  ปล่อยให้เพื่อนสนิทที่รู้นิสัยยืนถอนหายใจอย่างระอา

"ซวยแล้วกู"  เขาแทบจะกระโดดขึ้นแรนโรเวอร์สีเขียวเข้มของเขา  ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดด้านหลังของสถานี  ไม่อยากคิดเลยว่าจะโดนอะไรบ้าง....

 

 

ชายร่างสูงเด่นเป็นสง่านั่งอยู่ในห้องรับรองแขกวีไอพีของสนามบินกลางด้วยหน้าตาเคร่งขรึม  บรรยากาศรอบข้างดูกดดันยิ่งกว่าอะไร  พนักงานบริการหลายคนไม่กล้าเข้าใกล้  แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาแบบนั้น  ทำให้หลายคนก็อยากวิ่งใส่เหมือนกัน

"มารึยัง?"  เสียงทุ้มเอ่ยถามคนข้างกาย

"ยังครับ"  อีกฝ่ายตอบอย่างสุภาพ

เขาไม่กล่าวอะไรต่อ  ได้แต่นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น  ก่อนมวนบุหรี่ยี่ห้อดังจะถูกจุดขึ้นแล้วคาบไว้  มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปด้านในเสื้อเพื่อหยิบเอาปาล์มมาตรวจสอบตารางเวลางานที่ต้องกระทำ

เสียงเปิดประตูดังขึ้น  ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มที่ซกไปด้วยหยาดเหงื่อ  "แฮ่ก....แฮ่ก  ขอโทษครับที่มาช้า" 

อัลดริคขับรถแล่นตรงมาที่นี่โดยอาศัยสัญญาณไฟของตำรวจเพื่อเป็นใบเบิกทาง  นับว่ายังฉลาดอยู่ในสภาวะรีบเร่งแบบนั้น  แต่ก็เถอะ....มันก็ยังพลาดอยู่ดี   จะว่าไปก็พลาดตั้งแต่เขาทำงานเลยเวลาแล้วล่ะ

"สายไปครึ่งชั่วโมง  ไม่ยักรู้ว่าตำรวจที่นี่ชอบทำงานผิดเวลา"  บุรุษร่างสูงคนเดิมลุกขึ้นยืนก่อนจะคว้าเสื้อโคทและกระเป๋าเอกสารเดินออกไป

"ก็ขอโทษแล้วไง...."  ช่างเป็นการขอโทษที่ตรงกันข้ามกับความคิดเสียเหลือเกิน

อีกฝ่ายเพียงแต่เหลือบมองด้วยสายตาดูถูก  และก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่รีรออะไร  ทิ้งให้คนมารับยืนเก็บอารมณ์ที่อีกไม่นานต้องระเบิดออกมาเป็นแน่แท้อยู่ฝ่ายเดียว

"ไอ้คนไม่มีมารยาท.."  อัลดริคพึมพำเบา ๆ กัดฟันกรอดด้วยความโมโห

กระเป๋าทั้งหมดถูกขนขึ้นรถของเขาเรียบร้อย  ส่วนผู้มาเยือนนั้นยืนรออยู่ทางประตูด้านหน้า  แน่นอนว่าชายหนุ่มต้องขับรถมาจอดเทียบถึงที่เพื่อรับอีกฝ่ายไปส่งยังโรงแรมที่พัก  อดคิดไม่ได้ว่าซีไอเอพวกนี้ไม่มีปัญญาจ้างรถมารับเลยรึไงนะ!!

"อัลดริค  คิม  ลอเธอร์ ลูกครึ่งรึ?"  มือใหญ่หยิบบัตรประจำตัวของคนขับรถขึ้นมาอ่านโดยพละการ

" เฮ้ย!...มีมารยาทหน่อยสิ  อย่ามาหยิบอะไรในรถของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ไหม?!"  อัลดริคว่า  มือหนึ่งคว้าบัตรของตนคืน  พลางหันมาส่งสายตาไม่พอใจก่อนจะหันกลับไปสนทางเบื้องหน้าต่อ

"ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับคนไม่รู้จักเวลา"  อีกฝ่ายเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ชายหนุ่มแทบระเบิด  ในหัวสมองของเขาพยายามคิดหาทางเอาคืนต่าง ๆ นา  ไม่ชอบซีไอเอก็ดันมาได้เจอซีไอเอ  ไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้ก็ต้องมาเจอคนนิสัยแบบนี้  นี่แหละหนาที่เขาว่า  ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ

"อ้อ...จริงสิ  ชื่อนายก็ไม่เลวเหมือนกันนะ  หลิน  ไท่หลง"  อัลดริคเอ่ยกลับ  รอยยิ้มบนใบหน้ามั่นใจว่าได้เอาคืนแล้วแน่นอน

"ขอบคุณ"  อีกฝ่ายตอบกลับเรียบๆ

"นี่นายไม่สงสัยเลยหรือไงว่าทำไมฉันถึงรู้ชื่อนาย???"  ชายหนุ่มถาม  ตอนนี้สมาธิขับรถหายไปครึ่งแล้ว

" ทำไมต้องสงสัย...ในเมื่อฉันเป็นคนส่งข้อมูลให้ทางนี้เอง  ถ้านายไม่รู้สิน่าสงสัยมากกว่า"  คนพูดเหยียดยิ้มเย็น  แน่นอนมันคือท่าทางที่แสดงออกถึงการดูถูกที่สุดในสายตาเขา

ดีกรีความโกรธพุ่งสูงถึงขีดสุด  เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาเจอเรื่องที่รับมือไม่ได้  และเมื่ออารมณ์ไม่คงที่  อัลดริคจึงตัดสินใจเหยียบเบรกกะทันหันเพื่อหวังจะแกล้งให้อีกฝ่ายได้ตกใจบ้าง

"ตำรวจที่นี่ขับรถกันแบบนี้เหรอ?"  อีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่ง  ไม่สะทกสะท้านอะไร

อัลดริคถอนหายใจอย่างปลงตก  เขาปลอบตนเองว่าอีกไม่นานก็หลุดพ้นจากคนบ้า ๆ แบบนี้แล้ว  และเมื่อคิดแบบนั้น  จึงตัดสินใจขับรถไปสู่ที่หมายอย่างไม่สนอะไรอีก 

ตึกสูงระฟ้าติดกระจกชั้นดีโดยรอบ  พื้นที่กว้างขวาง  มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครันเบื้องหน้านี่  คือโรงแรมชั้นยอดสุดในเมืองซึ่งได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดและแพงที่สุด  ขนาดเงินเดือนของเขาทั้งเดือนยังไม่พอจ่ายค่าห้องคืนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ

"ไม่เข้าไปรึไง?"  ไท่หลงเอ่ยถาม

"ไม่ล่ะ  หน้าที่ของฉันคือไปรับนายมาส่งที่โรงแรมนี่เท่านั้น  บาย!"  อัลดริคหันหน้ากลับอย่างไม่สนใจอะไร  หันตนเองให้กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งก็คืออิสระและความสบายใจ

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังขับรถของตนอย่างอารมณ์ดี  ก็มีวิทยุสื่อสารติดต่อมาจากพื้นที่ใกล้เคียง  ใจความว่า  เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมบริเวณตึกร้างแถบเขตสอง  ซึ่งก็เป็นบริเวณที่เขากำลังขับรถไปพอดิบพอดี

"นี่เจ้าหน้าที่ลอเธอร์  กำลังมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุ  ทราบแล้วเปลี่ยน"  อัลดริคตอบกลับผ่านทางวิทยุสื่อสารซึ่งติดตั้งอยู่ภายในรถ

เขาเลี้ยวเข้ายังบริเวณย่านโรงงานเก่า  ซึ่งเป็นพื้นที่รกร้างมานานกว่าสิบปี  เนื่องจากอยู่ลับตาและไกลการคมนาคม  ทำให้มันไม่ถูกสนใจจากนักธุรกิจ  และกลายสภาพเป็นอย่างที่เห็น

ชายหนุ่มจอดรถห่างจากที่หมายไม่มากนัก  พลางหยิบปืนพกขึ้นมาเตรียมพร้อม  ดวงตาสีน้ำเงินใสสอดส่ายไปมาโดยรอบอย่างระแวดระวัง  สองเท้าก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ เป็นจังหวะ  ทุกการกระทำจะต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบไม่ประมาท

....มีแต่ความเงียบงัน.....

เขาเดินเข้ามายังด้านในตัวอาคาร  ภายในมืดจนมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนนัก  นึกอยากทุบผนังปูนสีทึบนั่นให้พังทลายลงไปจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่เก่าขนาดนั้น  แต่ยังไม่มีร่องรอยผุพังแม้แต่น้อย

"ดริค....ดริค ได้ยินแล้วตอบด้วย"  เสียงของเจดังมาจากวิทยุสื่อสาร  อัลดริคสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ

"อื้อ...ตอนนี้ฉันอยู่ตรงทางเข้า"  ชายหนุ่มตอบกลับ  ใบหน้าหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปรกติในเวลาทำงานแบบนี้

"อีกสิบนาทีกำลังเสริมจะไปถึงนายรออยู่ตรงด้านหน้านั่นแหละ"  เพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะตัดสายไป

ด้วยความเป็นคนไม่สามารถอยู่กับที่ได้นั่นเอง  ทำให้อัลดริคไม่ยอมรอคอยกำลังเสริม  เขาเดินเข้าไปสำรวจด้านในโดยทันที  โชคดีที่ว่าช่วงเวลานี้เป็นแค่ช่วงบ่าย  หากเป็นช่วงเย็นหรือเวลาล่วงเลยมากกว่านี้  ความมืดที่มีอยู่แล้วจะยิ่งเป็นอุปสรรคเข้าไปอีก

"นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!!หากมีคนอยู่ภายในให้ออกมาซะ!!"  ชายหนุ่มตะโกน  เสียงก้องไปทั่วตัวอาคาร สองขายังคงเดินต่อไม่หยุด

กลิ่นบางอย่างลอยผ่านตามสายลม   "กลิ่นนี่มัน...." 

....เหม็น....

ถึงจมูกของเขาไม่ดีขนาดสุนัขก็เถอะ  แต่กลิ่นที่อบอวลอยู่ในบริเวณนี้มันก็ทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่ง  มันน่าจะเป็นกลิ่นคาวเลือดซึ่งเกือบเหือดแห้งหมดแล้ว  ปะปนกับซากเน่าเปื่อยของอะไรบางอย่าง

รอยคราบเลือดแปดเปื้อนตามพื้นและผนังอาคาร  ดูจากสภาพแล้วมีการดิ้นรนของผู้เป็นเหยื่อ  ชายหนุ่มกระชับปืนแน่นขึ้น  ดวงตาจ้องไปด้านหน้า  สองเท้าก้าวตามทางเลือดนั่น

"อ่ะ....."  ภาพตรงหน้าทำเอาเขาตัวแข็งไปครู่หนึ่ง

....จริงดังคาดคิด....

สภาพศพจำนวนมากมายกระจายเกลื่อนอยู่ทั่วพื้นห้อง  เศษซากแต่ละส่วนแต่ละชิ้นกระจัดกระจายจนแทบหาเจ้าของเดิมไม่ได้  บางศพเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น  บางศพเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน  มองด้วยตาเปล่าแล้วไม่น่าใช่ฝีมือพวกนักฆ่าหรือผู้มีสติสมประกอบ

"บ้าชะมัด...."  เขากัดฟันกรอด 

อัลดริคเดินเข้าไปสำรวจสภาพศพที่อยู่ใกล้ที่สุด  ทั่วลำตัวเป็นแผลจากรอยฟันและเล็บ ที่กัด ตะปบทึ้งอย่างรุนแรงจนฉีกขาด  ไม่มีรอยกระสุนปืนหรือของมีคมที่น่าจะใช้เป็นอาวุธแต่อย่างใด

"อยากอ้วก.."  ชายหนุ่มปิดปากแน่น  เมื่อรู้สึกปั่นป่วนภายในท้องจนคลื่นไส้  ถึงแม้จะชินกับภาพของคนตายก็ตามที  แต่นี่มันแตกต่างออกไป

"ดริคได้ยินแล้วตอบด้วย"  เสียงเจดังขึ้นอีกครั้ง 

อัลดริคหันหลังหนีภาพตรงหน้า  "เออ..."  คนถูกเรียนขานรับ

"แกเป็นไรไปเสียงแปลก ๆ"  อีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนแปลกไป

"ไม่มีอะไร  ว่าแต่กำลังเสริมมาแล้วเหรอ?"  อัลดริคเอ่ย

"อืม....มา.."

"อ๊าก!!!!!!!!!!!" 

ไม่ทันจะได้ฟังจบความ  เสียงร้องของใครบางคนก็ดังลั่นขึ้น

ทั้งเสียงร้องและเสียงปืนดังสนั่นไปทั่ว  อัลดริคที่ได้ยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก  ภาพที่เห็นก็คือสภาพศพของตำรวจซึ่งเป็นกำลังเสริมกระจัดกระจายไปทั่ว  และเบื้องหน้าเขาก็คือ  ฆาตกร...

ร่างกายสั่นเทิ้ม  ขาไม่อาจก้าวขยับไปไหนได้  จะว่าตัวแข็งเป็นหินก็คงไม่แปลก....

....กลัว....

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ  ภาพที่เห็นก็คือ อมนุษย์ที่มีสภาพไม่สมประกอบ  ใบหน้าเน่าเฟะ  แขนขางอกยาวบ้างสั้นบ้าง  คมเขี้ยวโค้งวาววับราวสัตว์ป่า  ดวงตาสีขาวเกลี้ยง   เดินตรงมายังเหยื่ออย่างไม่สนใจสิ่งใด

"ดริค...ดริค!!เกิดอะไรขึ้น??"  เจที่อยู่ในสายร้องเรียก

"เจ...."  นั่นคือคำสุดท้ายที่ออกมาจากปากของดริค

เขาไม่ได้ช็อคจนหมดสติ  แต่ถูกทำให้สลบ  ชายหนุ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กระแทกลงบนต้นคอก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับวูบลงไป....

 

 

 

 

========================

 

 

ไห ๆ หุหุ~ มีภาพที่ไปอ้อนวอนให้เพื่อนคนหนึ่งวาดให้ด้วยล่ะฮา  ไว้จะมาลงให้ดูตอน 2 นะ ฮี่ ๆ

 



edit @ 9 Jul 2009 01:41:29 by derick

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
แวบมาดูเผื่อว่าพี่นุ๊กจะอัพตอนใหม่ในบล็อกก่อน...

แล้วก็...

แป่วววววว //เดินซึมๆกลับไปนั่งที่บล็อกตัวเอง
#1  by  gold~Fish At 2009-07-09 12:34, 

<< Home