ของเก่ามาเล่าใหม่ ฮา...
เป็นนิยายซึ่งตอนนี้กำลังคิดอยากทำรวมเล่ม
โฮกกกกกกกก......แต่ว่ามันไม่ค่อยสนุกอะมั้ง
ไม่ก็ไม่ค่อยถูกใจนักอ่าน ฮา...
เอาอัพบล็อคไว้ให้คนผ่านมาอ่านแก้เซงเนาะ
============================
Part I
บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ไกลเกินกว่าจะคาดคิด
อาจอยู่ใกล้แค่เพียงเงาของเราเอง
แต่บางสิ่งที่อยู่ใกล้แค่เพียงเงาของเราเองนั้น
ในความเป็นจริงแล้วอาจอยู่ไกลเกินกว่าจะคาดคิดก็เป็นได้
"อรุณสวัสดิ์คิม" เสียงทักทายของเหล่าเจ้าหน้าที่ดังขึ้นในยามเช้า เจ้าของชื่อหันมาโบกไม้โบกมือ ยิ้มรับกับผู้คนเหล่านั้น
เขาเป็นชายหนุ่มซึ่งมีเส้นผมสีดำสนิทซอยประบ่า ดวงตาสีน้ำเงินสดใส สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว บนท่อนแขนมีเสื้อโอเวอร์โคทสีดำซึ่งตัดกับผิวขาวนั่นพาดอยู่ ดูจากรูปร่างหน้าตา คงมีอายุไม่เกินสามสิบปี อาจแค่ยี่สิบต้น ๆ ด้วยกระมัง
สองขายาวก้าวตรงไปยังห้องด้านใน มันเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก กว้างยาวเท่ากัน โดยรอบเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานซึ่งถูกจัดวางในแบบเดียวกับสำนักงาน ก่อนจะส่งเสียงทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ เสื้อนอกตัวเก่งถูกพาดวางไว้บนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานประจำ
มือเรียวหยิบเอกสารบนโต๊ะ มองสำรวจมันอยู่พักใหญ่ "มีแต่คดีเดิม ๆ...." เสียงบ่นพึมพำเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบาง
งานของแผนกสืบสวนสอบสวนดูเหมือนจะเป็นเรื่องสบายและง่ายดายกว่าพวกแผนกปราบปรามหรืออื่น ๆ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วกระดาษแผ่นสีขาวที่กองแทบท่วมศีรษะนั่นแหละคือข้อพิสูจน์ มันสมองที่ต้องไหลไปพร้อม ๆ กับการวิ่งเต้นหาข้อมูล
....มันช่างแสนน่าเบื่อเสียเหลือเกิน.....
พอคิดแบบนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "มีใครจะเอากาแฟไหม?" เขาตะโกนถามเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบเดียวกัน
มีเสียงตอบรับกลับมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมด ชายหนุ่มนับพลางใช้ความจำจดจำสูตรกาแฟของแต่ละคนที่ไหว้วาน โชคดี......มันไม่มากขนาดต้องถึงกับใช้กระดาษจด ถ้าเช่นนั้นเขาคงได้กลายเป็นแม่บ้านแทนอาชีพเดิมแน่ ๆ
ในขณะกำลังยืนชงกาแฟอยู่นั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งดูเหมือนจะมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ใบหน้าได้รูปหันมองยังอีกฝ่าย "เฮ้...ว่างไหมคิม มีเรื่องจะให้ช่วยหน่อย" ไม่ทันจะเอ่ยทักผู้มาเยือนนั่นก็พูดขึ้นเสียก่อน
เขาถูกพามายังห้องใหญ่สุดในสถานีตำรวจพร้อมกับแก้วกาแฟ และชายวัยกลางคนรูปร่างล่ำสันตรงหน้าก็คือสารวัตชาลีฟหรือก็คือหัวหน้างานของพวกเขาทั้งหมด ผู้ควบคุมสถานที่แห่งนี้ เป็นคนพูดจาดี ห่วงใยลูกน้อง อ่อนโยน นิสัยดี...อาจดีเกินไปด้วยซ้ำ
"หัวหน้ามีอะไรรึครับ?" ชายหนุ่มผมสีดำสนิทเอ่ยถาม
"บ่ายนี้นายไม่มีธุระที่ไหนใช่ไหม?" ชาลีฟกล่าว ท่าทางร้อนรนยังคงไม่คลายไป
"ไม่นี่ครับ หัวหน้ามีอะไรให้ผมทำหรือ?" เขาตอบกลับ คิ้วเลิกสูงอย่างสงสัย
"ดีเลย ๆ บ่ายนี้จะมีคนของ ซีไอเอ มา ช่วยไปรับที่สนามบินกลางที" คนได้ยินแทบสำลักกาแฟที่ตนชง
ซีไอเอ หน่วยข่าวกรองซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาหน่วยงานราชการทั้งหลายทั้งมวล มีอำนาจในการเข้าออกประเทศอื่น ๆ ซ้ำยังสามารถตรวจสอบตรวจดูข้อมูลน้อยใหญ่ได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว
"หา...แล้วทำไมต้องเป็นผมล่ะ หัวหน้าก็รู้ว่าผมไม่ถูกกับพวกนี้" ร่างที่นั่งอยู่ลุกพรวดขึ้น มือปาดคราบกาแฟที่เลอะอยู่บริเวณใบหน้าอย่างลวก ๆ
"ขอร้องล่ะนะ ในกลุ่มพวกเราก็มีเธอนี่แหละที่ผลงานดีที่สุด ช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ" เสียงนั้นอ้อนวอนเป็นการใหญ่
ชายหนุ่มนิ่งคิด แต่ไหนแต่ไรมาเขามักมีเรื่องกับพวกซีไอเอหรือเอฟบีไอเป็นประจำ ซ้ำร้ายยังเคยโดนพักงานด้วยความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ นั่นทำให้เขาฝังใจเป็นอันมาก แต่กระนั้น....โดนขอร้องขนาดนี้ จะไม่ช่วยเลยก็กระไรอยู่
"โอเค...แค่ไปรับนะครับ เรื่องอื่นผมไม่ขอยุ่ง" เขาตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ได้ ๆ แค่ไปรับก็ได้ นี่รายละเอียดนะ ขอบคุณมาก" ชาลีฟส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้ชายหนุ่ม
เขาเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานก่อนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ลืมเรื่องกาแฟไปเสียสนิท แต่นั่นก็ไม่มีใครเอ่ยทัก เพราะใบหน้าซึ่งกำลังใช้ความคิดอย่างเคร่งเครียดอยู่นั่นแหละที่เป็นตัวห้าม
เสียงถอนหายใจดังขึ้น มันดังจนทำเอาเพื่อนร่วมงานที่อยู่รายรอบหัวเราะออกมาเบา ๆ
"เป็นอะไรไปดริค แกถอนหายใจแบบนี้แสดงว่าเรื่องแย่มากล่ะสิท่า" ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยาวพอประมาณ ดวงตาสีฟ้าแย้มยิ้มเช่นเดียวกับใบหน้าเอ่ย อายุดูรุ่นราวคราวเดียวกัน ผิดก็แต่ที่ผู้ทักทายตัวโตกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น
คนถูกทักแหงนหน้ามอง "เจ....บ่ายนี้แกว่างไหม?" เขาถามเพื่อนสนิทของตนกลับ
"ไม่แน่ใจ ฟาลขอแลกเวรตรวจพื้นที่กับฉันไว้ มีอะไรรึ?" เจ หนึ่งในเจ้าหน้าที่แผนกสืบสวนสอบสวนตอบ
"ฉันโดนให้ไปรับซีไอเอที่สนามบินกลางบ่ายนี้ว่ะ แกก็รู้ว่าฉันไม่ถูกกับพวกนั้น" อัลดริคบ่นอุบ อีกฝ่ายที่มองอยู่ก็เข้าใจถึงความรู้สึกนั้นดี เพราะเขาเองก็เคยโดนร่างแหเหมือนกัน
"แล้วพวกนั้นมาทำไมที่นี่?" ชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักเอ่ยถาม
"ไม่รู้มัน!" เจ้าของเรื่องตอบอย่างหงุดหงิด
อัลดริคเปิดซองเอกสารที่ได้มาออกดู ด้านในพบกระดาษคำสั่งแผ่นหนึ่งซึ่งมีชื่อ เวลานัดหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พักอยู่ อีกหนึ่งคือรูป ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคือซีไอเอคนที่เขาต้องไปรับ
"เนี่ยเหรอซีไอเอ หน้าไม่ให้เลยแหะ อย่างกับพวกมาเฟีย" คนมองบ่นพึมพำ
"ก็หน้าตาดีนี่นา..." เจเอ่ย
ชายในรูปมีเส้นผมกับดวงตาสีดำสนิท ดูนิ่งเย็นแฝงด้วยอำนาจและปริศนามากมาย ร่างกายได้สัดส่วน ดูจากนี้คงต้องสูงกว่าพวกเขาสักคืบสองคืบแน่ และที่สำคัญ ท่าทางแตกต่างจากซีไอเอซึ่งเคยเจอมาก่อนหน้านี้ลิบลับ
"หลิน ไท่หลง...." อัลดริคอ่านรายละเอียด ดวงตาสีน้ำเงินใสไล่เรื่อยตามตัวอักษร
สมกับเป็นคนของซีไอเอจริง ๆ ดูจากประวัติข้อมูลคร่าว ๆ ที่ถูกส่งมานั้นก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่ง นี่ขนาดแค่รายละเอียดทั่วไป สมรรถภาพเอย สายตาเอย อื่น ๆ เอย แค่นี้ก็ยอดคนแล้ว
"เห็นแบบนี้แล้ว ทั้งขยาดทั้งกลัวเลยว่ะ" ชายหนุ่มหันไปบอกกับเพื่อนตน ก่อนจะเริ่มเคลียร์งานที่ค้างไว้ต่อ
อัลดริคเคลียร์เอกสารเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ เรื่อย ๆ หากได้ทำบ่อย ๆ จนชินมันก็จะเพลินไปเอง และใช่....เขาเพลินจนลืมเวลานัดหมายไปเสียแล้ว....
"ดริค...แกทำอะไรอยู่???" เจที่กำลังจะออกไปตรวจพื้นที่ถามอย่างงง ๆ
"ก็ทำงานสิ แกถามอะไรบ้า ๆ" ชายหนุ่มยังคงไม่รู้ตัว
"เออ รู้เว้ย! แต่ฉันอยากถามว่าแกไม่ไปรับซีไอเอคนนั้นเหรอไง?" เพื่อนเขาเอ่ยในที่สุด
อัลดริคยังคงจัดการเอกสารของเขาต่ออย่างไม่สนใจ แต่หลังจากนั้นเพียงชั่ววินาที ชายหนุ่มก็ต้องลุกพรวดขึ้นหยิบโอเวอร์โคทตัวเก่งและกุญแจรถคู่ใจวิ่งออกไปอย่างไม่รอช้า ปล่อยให้เพื่อนสนิทที่รู้นิสัยยืนถอนหายใจอย่างระอา
"ซวยแล้วกู" เขาแทบจะกระโดดขึ้นแรนโรเวอร์สีเขียวเข้มของเขา ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดด้านหลังของสถานี ไม่อยากคิดเลยว่าจะโดนอะไรบ้าง....
ชายร่างสูงเด่นเป็นสง่านั่งอยู่ในห้องรับรองแขกวีไอพีของสนามบินกลางด้วยหน้าตาเคร่งขรึม บรรยากาศรอบข้างดูกดดันยิ่งกว่าอะไร พนักงานบริการหลายคนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาแบบนั้น ทำให้หลายคนก็อยากวิ่งใส่เหมือนกัน
"มารึยัง?" เสียงทุ้มเอ่ยถามคนข้างกาย
"ยังครับ" อีกฝ่ายตอบอย่างสุภาพ
เขาไม่กล่าวอะไรต่อ ได้แต่นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น ก่อนมวนบุหรี่ยี่ห้อดังจะถูกจุดขึ้นแล้วคาบไว้ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปด้านในเสื้อเพื่อหยิบเอาปาล์มมาตรวจสอบตารางเวลางานที่ต้องกระทำ
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มที่ซกไปด้วยหยาดเหงื่อ "แฮ่ก....แฮ่ก ขอโทษครับที่มาช้า"
อัลดริคขับรถแล่นตรงมาที่นี่โดยอาศัยสัญญาณไฟของตำรวจเพื่อเป็นใบเบิกทาง นับว่ายังฉลาดอยู่ในสภาวะรีบเร่งแบบนั้น แต่ก็เถอะ....มันก็ยังพลาดอยู่ดี จะว่าไปก็พลาดตั้งแต่เขาทำงานเลยเวลาแล้วล่ะ
"สายไปครึ่งชั่วโมง ไม่ยักรู้ว่าตำรวจที่นี่ชอบทำงานผิดเวลา" บุรุษร่างสูงคนเดิมลุกขึ้นยืนก่อนจะคว้าเสื้อโคทและกระเป๋าเอกสารเดินออกไป
"ก็ขอโทษแล้วไง...." ช่างเป็นการขอโทษที่ตรงกันข้ามกับความคิดเสียเหลือเกิน
อีกฝ่ายเพียงแต่เหลือบมองด้วยสายตาดูถูก และก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่รีรออะไร ทิ้งให้คนมารับยืนเก็บอารมณ์ที่อีกไม่นานต้องระเบิดออกมาเป็นแน่แท้อยู่ฝ่ายเดียว
"ไอ้คนไม่มีมารยาท.." อัลดริคพึมพำเบา ๆ กัดฟันกรอดด้วยความโมโห
กระเป๋าทั้งหมดถูกขนขึ้นรถของเขาเรียบร้อย ส่วนผู้มาเยือนนั้นยืนรออยู่ทางประตูด้านหน้า แน่นอนว่าชายหนุ่มต้องขับรถมาจอดเทียบถึงที่เพื่อรับอีกฝ่ายไปส่งยังโรงแรมที่พัก อดคิดไม่ได้ว่าซีไอเอพวกนี้ไม่มีปัญญาจ้างรถมารับเลยรึไงนะ!!
"อัลดริค คิม ลอเธอร์ ลูกครึ่งรึ?" มือใหญ่หยิบบัตรประจำตัวของคนขับรถขึ้นมาอ่านโดยพละการ
" เฮ้ย!...มีมารยาทหน่อยสิ อย่ามาหยิบอะไรในรถของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ไหม?!" อัลดริคว่า มือหนึ่งคว้าบัตรของตนคืน พลางหันมาส่งสายตาไม่พอใจก่อนจะหันกลับไปสนทางเบื้องหน้าต่อ
"ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับคนไม่รู้จักเวลา" อีกฝ่ายเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ชายหนุ่มแทบระเบิด ในหัวสมองของเขาพยายามคิดหาทางเอาคืนต่าง ๆ นา ไม่ชอบซีไอเอก็ดันมาได้เจอซีไอเอ ไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้ก็ต้องมาเจอคนนิสัยแบบนี้ นี่แหละหนาที่เขาว่า ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ
"อ้อ...จริงสิ ชื่อนายก็ไม่เลวเหมือนกันนะ หลิน ไท่หลง" อัลดริคเอ่ยกลับ รอยยิ้มบนใบหน้ามั่นใจว่าได้เอาคืนแล้วแน่นอน
"ขอบคุณ" อีกฝ่ายตอบกลับเรียบๆ
"นี่นายไม่สงสัยเลยหรือไงว่าทำไมฉันถึงรู้ชื่อนาย???" ชายหนุ่มถาม ตอนนี้สมาธิขับรถหายไปครึ่งแล้ว
" ทำไมต้องสงสัย...ในเมื่อฉันเป็นคนส่งข้อมูลให้ทางนี้เอง ถ้านายไม่รู้สิน่าสงสัยมากกว่า" คนพูดเหยียดยิ้มเย็น แน่นอนมันคือท่าทางที่แสดงออกถึงการดูถูกที่สุดในสายตาเขา
ดีกรีความโกรธพุ่งสูงถึงขีดสุด เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาเจอเรื่องที่รับมือไม่ได้ และเมื่ออารมณ์ไม่คงที่ อัลดริคจึงตัดสินใจเหยียบเบรกกะทันหันเพื่อหวังจะแกล้งให้อีกฝ่ายได้ตกใจบ้าง
"ตำรวจที่นี่ขับรถกันแบบนี้เหรอ?" อีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่ง ไม่สะทกสะท้านอะไร
อัลดริคถอนหายใจอย่างปลงตก เขาปลอบตนเองว่าอีกไม่นานก็หลุดพ้นจากคนบ้า ๆ แบบนี้แล้ว และเมื่อคิดแบบนั้น จึงตัดสินใจขับรถไปสู่ที่หมายอย่างไม่สนอะไรอีก
ตึกสูงระฟ้าติดกระจกชั้นดีโดยรอบ พื้นที่กว้างขวาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครันเบื้องหน้านี่ คือโรงแรมชั้นยอดสุดในเมืองซึ่งได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดและแพงที่สุด ขนาดเงินเดือนของเขาทั้งเดือนยังไม่พอจ่ายค่าห้องคืนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
"ไม่เข้าไปรึไง?" ไท่หลงเอ่ยถาม
"ไม่ล่ะ หน้าที่ของฉันคือไปรับนายมาส่งที่โรงแรมนี่เท่านั้น บาย!" อัลดริคหันหน้ากลับอย่างไม่สนใจอะไร หันตนเองให้กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งก็คืออิสระและความสบายใจ
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังขับรถของตนอย่างอารมณ์ดี ก็มีวิทยุสื่อสารติดต่อมาจากพื้นที่ใกล้เคียง ใจความว่า เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมบริเวณตึกร้างแถบเขตสอง ซึ่งก็เป็นบริเวณที่เขากำลังขับรถไปพอดิบพอดี
"นี่เจ้าหน้าที่ลอเธอร์ กำลังมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุ ทราบแล้วเปลี่ยน" อัลดริคตอบกลับผ่านทางวิทยุสื่อสารซึ่งติดตั้งอยู่ภายในรถ
เขาเลี้ยวเข้ายังบริเวณย่านโรงงานเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่รกร้างมานานกว่าสิบปี เนื่องจากอยู่ลับตาและไกลการคมนาคม ทำให้มันไม่ถูกสนใจจากนักธุรกิจ และกลายสภาพเป็นอย่างที่เห็น
ชายหนุ่มจอดรถห่างจากที่หมายไม่มากนัก พลางหยิบปืนพกขึ้นมาเตรียมพร้อม ดวงตาสีน้ำเงินใสสอดส่ายไปมาโดยรอบอย่างระแวดระวัง สองเท้าก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ เป็นจังหวะ ทุกการกระทำจะต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบไม่ประมาท
....มีแต่ความเงียบงัน.....
เขาเดินเข้ามายังด้านในตัวอาคาร ภายในมืดจนมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนนัก นึกอยากทุบผนังปูนสีทึบนั่นให้พังทลายลงไปจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เก่าขนาดนั้น แต่ยังไม่มีร่องรอยผุพังแม้แต่น้อย
"ดริค....ดริค ได้ยินแล้วตอบด้วย" เสียงของเจดังมาจากวิทยุสื่อสาร อัลดริคสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ
"อื้อ...ตอนนี้ฉันอยู่ตรงทางเข้า" ชายหนุ่มตอบกลับ ใบหน้าหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปรกติในเวลาทำงานแบบนี้
"อีกสิบนาทีกำลังเสริมจะไปถึงนายรออยู่ตรงด้านหน้านั่นแหละ" เพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะตัดสายไป
ด้วยความเป็นคนไม่สามารถอยู่กับที่ได้นั่นเอง ทำให้อัลดริคไม่ยอมรอคอยกำลังเสริม เขาเดินเข้าไปสำรวจด้านในโดยทันที โชคดีที่ว่าช่วงเวลานี้เป็นแค่ช่วงบ่าย หากเป็นช่วงเย็นหรือเวลาล่วงเลยมากกว่านี้ ความมืดที่มีอยู่แล้วจะยิ่งเป็นอุปสรรคเข้าไปอีก
"นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!!หากมีคนอยู่ภายในให้ออกมาซะ!!" ชายหนุ่มตะโกน เสียงก้องไปทั่วตัวอาคาร สองขายังคงเดินต่อไม่หยุด
กลิ่นบางอย่างลอยผ่านตามสายลม "กลิ่นนี่มัน...."
....เหม็น....
ถึงจมูกของเขาไม่ดีขนาดสุนัขก็เถอะ แต่กลิ่นที่อบอวลอยู่ในบริเวณนี้มันก็ทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่ง มันน่าจะเป็นกลิ่นคาวเลือดซึ่งเกือบเหือดแห้งหมดแล้ว ปะปนกับซากเน่าเปื่อยของอะไรบางอย่าง
รอยคราบเลือดแปดเปื้อนตามพื้นและผนังอาคาร ดูจากสภาพแล้วมีการดิ้นรนของผู้เป็นเหยื่อ ชายหนุ่มกระชับปืนแน่นขึ้น ดวงตาจ้องไปด้านหน้า สองเท้าก้าวตามทางเลือดนั่น
"อ่ะ....." ภาพตรงหน้าทำเอาเขาตัวแข็งไปครู่หนึ่ง
....จริงดังคาดคิด....
สภาพศพจำนวนมากมายกระจายเกลื่อนอยู่ทั่วพื้นห้อง เศษซากแต่ละส่วนแต่ละชิ้นกระจัดกระจายจนแทบหาเจ้าของเดิมไม่ได้ บางศพเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น บางศพเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน มองด้วยตาเปล่าแล้วไม่น่าใช่ฝีมือพวกนักฆ่าหรือผู้มีสติสมประกอบ
"บ้าชะมัด...." เขากัดฟันกรอด
อัลดริคเดินเข้าไปสำรวจสภาพศพที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั่วลำตัวเป็นแผลจากรอยฟันและเล็บ ที่กัด ตะปบทึ้งอย่างรุนแรงจนฉีกขาด ไม่มีรอยกระสุนปืนหรือของมีคมที่น่าจะใช้เป็นอาวุธแต่อย่างใด
"อยากอ้วก.." ชายหนุ่มปิดปากแน่น เมื่อรู้สึกปั่นป่วนภายในท้องจนคลื่นไส้ ถึงแม้จะชินกับภาพของคนตายก็ตามที แต่นี่มันแตกต่างออกไป
"ดริคได้ยินแล้วตอบด้วย" เสียงเจดังขึ้นอีกครั้ง
อัลดริคหันหลังหนีภาพตรงหน้า "เออ..." คนถูกเรียนขานรับ
"แกเป็นไรไปเสียงแปลก ๆ" อีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนแปลกไป
"ไม่มีอะไร ว่าแต่กำลังเสริมมาแล้วเหรอ?" อัลดริคเอ่ย
"อืม....มา.."
"อ๊าก!!!!!!!!!!!"
ไม่ทันจะได้ฟังจบความ เสียงร้องของใครบางคนก็ดังลั่นขึ้น
ทั้งเสียงร้องและเสียงปืนดังสนั่นไปทั่ว อัลดริคที่ได้ยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก ภาพที่เห็นก็คือสภาพศพของตำรวจซึ่งเป็นกำลังเสริมกระจัดกระจายไปทั่ว และเบื้องหน้าเขาก็คือ ฆาตกร...
ร่างกายสั่นเทิ้ม ขาไม่อาจก้าวขยับไปไหนได้ จะว่าตัวแข็งเป็นหินก็คงไม่แปลก....
....กลัว....
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ ภาพที่เห็นก็คือ อมนุษย์ที่มีสภาพไม่สมประกอบ ใบหน้าเน่าเฟะ แขนขางอกยาวบ้างสั้นบ้าง คมเขี้ยวโค้งวาววับราวสัตว์ป่า ดวงตาสีขาวเกลี้ยง เดินตรงมายังเหยื่ออย่างไม่สนใจสิ่งใด
"ดริค...ดริค!!เกิดอะไรขึ้น??" เจที่อยู่ในสายร้องเรียก
"เจ...." นั่นคือคำสุดท้ายที่ออกมาจากปากของดริค
เขาไม่ได้ช็อคจนหมดสติ แต่ถูกทำให้สลบ ชายหนุ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กระแทกลงบนต้นคอก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับวูบลงไป....
========================
ไห ๆ หุหุ~ มีภาพที่ไปอ้อนวอนให้เพื่อนคนหนึ่งวาดให้ด้วยล่ะฮา ไว้จะมาลงให้ดูตอน 2 นะ ฮี่ ๆ
edit @ 9 Jul 2009 01:41:29 by derick