[AuFic Vampire Knight] Lost Mind : Part II
Pairing : KanameXZero
Author : derick
Rating : G - NC??
ท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนัก ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดดำและดวงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่าง ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังโอบกอดเด็กหญิงตัวเล็กไว้แน่นด้วยความรัก ก่อนจะผละออกแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนแก้มใสนั่นเบา ๆ
"อย่าร้อง อีกไม่นานผมจะไปรับ"
คนถูกปลอบสะอื้นไห้หนัก "ท่านพี่ไม่ไปด้วยกันเหรอ ไม่ไปกับยูกิจริง ๆ เหรอคะ??"
ใบหน้าของผู้เป็นพี่ชายยิ้มอย่างอ่อนโยน "ไปสิ...อีกไม่นานผมจะตามไปแน่นอน แต่ตอนนี้ยูกิต้องไปก่อน ไปในที่ ๆ ปลอดภัย เพื่อท่านพ่อ ท่านแม่และผม"
"แต่ยูกิอยากอยู่กับท่านพี่ อยากอยู่ด้วยกันกับท่านพ่อ ท่านแม่ด้วย" ร่างเล็กซุกลงกับเสื้อโคทหนานุ่ม ศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลส่ายไหวไปมา
"จะต้องได้อยู่ด้วยกันอีกแน่นอน เชื่อผม พวกผมจะไม่เป็นไรแน่นอน" เขาโอบกอดร่างนั้นอีกครั้ง พลางพยักหน้าให้ชายที่อยู่รายล้อมช่วยกันพาเจ้าหญิงตัวน้อยขึ้นไปยังรถที่เตรียมไว้
เธอร้องไห้โวยวายหนัก ดิ้นไปมาอย่างไม่ยอมแพ้ให้กับแรงมหาศาลที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสู้ได้ ดวงตากลมโตเต็มเปี่ยมไปด้วยหยาดน้ำตาที่ล้นทะลักออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ เห็นแบบนั้นเด็กหนุ่มก็ยิ้มกว้างอีกครั้ง
เป็นรอยยิ้มที่สะกดให้คนมองเห็นต้องนิ่งงัน "แล้วผมจะไปรับยูกิแน่นอน"
เด็กหญิงน้อยนิ่งเงียบ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วยิ้มแย้มกลับ "อื้อ! ยูกิเชื่อ ยูกิรู้ว่าท่านพี่จะต้องมารับแน่นอน แล้วยูกิจะรอนะคะ"
เขายืนมองรถม้าที่เคลื่อนตัวจากไปด้วยความรวดเร็ว เปลือกตาบางปิดลงช้า ๆ "ผมจะจบมันลงให้เร็วที่สุด เพื่อเธอ...ยูกิ"
สองขาก้าวกลับเข้าไปยังบ้านหลังใหญ่ของตนอีกครั้ง อากาศเย็นยะเยียบภายนอกยังไม่เท่ากับสายตาและความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ผู้เป็นพ่อหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน เท่าทันกับอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ที่โอบล้อมลำตัวของลูกชายไว้
"ขอโทษนะ....เพราะฉันแท้ ๆ"
เด็กหนุ่มส่ายศีรษะ "ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่ความผิดของท่านแม่และท่านพ่อเลยสักนิด" หากผิด...ก็ผิดที่ตัวผมอ่อนแอและพลาดพลั้งเอง
แวมไพร์แม้จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถือตนว่าอยู่สูงส่งกว่ามนุษย์ แต่พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับชนชั้นที่ตนคิดว่าอยู่เหนือกว่า การแย่งชิงอำนาจกันเอง การริดรอนสิทธิและเสรีภาพเกินความจำเป็น การหมายตาทำลายล้างแม้เป็นวงวานศ์เดียวกันก็ตาม
มันช่างเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ "คน ๆ นั้นต้องการตัวผม เช่นนั้นผมก็จะไป"
"ไม่ได้นะ! หากลูกไปใครจะดูแลยูกิ ใครจะปกครองเหล่าแวมไพร์" ชายหนุ่มหันมองผู้พูด แววตาอ่อนโยนจ้องมองมาอย่างจริงจัง
มันสั่นไหวเช่นเดียวกับน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ "ฉันจะไม่ยอมสูญเสียลูกไปอีกครั้งแน่ ไม่มีวัน"
ยิ่งต่อต้านเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น มนุษย์โดยเฉพาะเหล่าตระกูลแวมไพร์ฮันเตอร์ถูกฆ่าล้างจนสิ้น ไม่เว้นกระทั่งทารกที่เป็นความหวังสุดท้ายของการสืบสายเลือด เด็กหนุ่มนั่งฟังการรายงานสถานการณ์จากปากของผู้ส่งข่าวที่เข้ามาพบปะกับพ่อของตนไม่เว้นแต่ละวัน
"เป้าหมายล่ะ?"
"เหลือเพียงตระกูลสุดท้ายครับ คิริยู..."
แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่เขาก็ไม่อาจทนเห็นมนุษย์ต้องตายไปมากมายเพื่อสังเวยความบ้าคลั่งนั้นได้อีกต่อไป ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งกลุ่มชนชั้นสูงสายเลือดบริสุทธิ์ลุกขึ้นยืน สวมใส่เสื้อผ้าเตรียมตัวทุกอย่างพร้อมที่จะออกไปยังภายนอกได้ทุกเมื่อ
"ให้ผมไปด้วยนะครับ" ลูกชายเอ่ยบอก
หญิงสาวหันมอง "ไม่ได้....ฉันให้เธอไปไม่ได้"
"ปัญหาเกิดขึ้นจากผม และผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น" เพียงแค่นั้นทุกอย่างก็สิ้นสุดลง ร่างทั้งสามก้าวออกไปด้านนอกพร้อมกับเหล่าแวมไพร์ชั้นสูงอีกจำนวนหนึ่ง
ดูเหมือนจะสายเกินไป คฤหาสน์ทั้งหลังถูกเผา เต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีส้มที่ร้อนระอุ ควันไฟและกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคละคลุ้งแม้จะอยู่ในช่วงที่อากาศอับชื้นแค่ไหนก็ตาม ดวงตาทุกคู่จ้องมองด้วยความหวังเพียงว่าจะพบผู้รอดชีวิตเพียงสักคน
"กลิ่นเลือด...." ชายหนุ่มเอ่ย "ยังมีคนรอดชีวิต! แยกกันตามหา!!"
เปลวเพลิงยังคงลุกโชน เด็กหนุ่มพยายามก้าวข้ามผ่านซากปรักหักพังเข้าสู่ช่องทางเล็ก ๆ ภายใน เขารับรู้ได้ถึงการมีชีวิต พลันดวงตาคมเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งหายใจรวยริน เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสวยราวอัญมณีเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา "ได้โปรด....ลูกของฉัน...." เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายขึ้น นิ้วเรียวชี้ไปยังตู้ไม้ที่ถูกบดบังด้วยสิ่งของระเกะระกะ
เขาเดินก้าวเดินผ่านร่างที่เพิ่งหมดลมหายใจเข้าไป ออกแรงเพียงเบา ๆ ประตูตู้ไม้นั้นก็เปิดอ้าออกกว้าง "หืม?"
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือร่างของเด็กชายตัวน้อยที่นอนหมดสติ โอบกอดปืนสีเงินลวดลายแปลกตาไว้แน่นเสมือนกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้าย เขาก้าวเข้าไปประชิดพลางช้อนร่างนั้นขึ้น เส้นผมสีเงินประหลาดตา ใบหน้าที่เปรอะเปรื้อนไปด้วยคราบเขม่าควัน
อาจผิดพลาดอย่างร้ายกาจที่เขาช่วยเหลือชีวิตเด็กคนนี้ไว้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจิตใจของเขาจึงร่ำร้องไม่ให้ปล่อยเลยกับชีวิตน้อย ๆ นี้ได้ ไม่อาจปล่อยมือได้....
.
.
.
.
.
.
เสียงเคาะประตูปลุกให้ร่างที่นอนหลับไหลสะดุ้งตื่น คานาเมะเบิกตากว้างพร้อมหอบหายใจหนัก ฝันแบบเดิมซ้ำ ๆ กันอีกแล้ว แทบทุกคืน แทบทุกยามที่หลับตา อดีตอันเลวร้ายและเหตุการณ์ที่ผันผ่านมันย้อนกลับมาอีกครั้ง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันคือลางบอกเหตุอะไรบางอย่างหรือเปล่า?
"ขออภัยครับท่านคุรัน" ร่างนั้นค้อมศีรษะ
ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง พลางคว้าเอาเสื้อคลุมขึ้นสวมใส่ "มีอะไร?"
"มีเรื่องด่วนแจ้งเข้ามาครับ"
ดวงตาสีแดงหันมอง "เรื่องด่วน?"
ใบหน้าคมนั่งหน้านิ่ว คิ้วเรียวยาวขมวดกันแทบเป็นปมทันทีที่ได้ยินเรื่องราว แค่ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหล่าแวมไพร์เสียชีวิตไปแล้วกว่าสิบราย ที่สำคัญแต่ละรายแทบไม่สามารถหาข้อสรุปของการตายได้เลย เพราะศพถูกแสงแดดแผดเผาจนกลายเป็นฝุ่นผงไปเสียหมด
ที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ เหล่ากลุ่มพิเศษซึ่งเป็นเสมือนทหารยามคอยดูแลก็ไม่อาจตอบคำถามเหล่านี้ไปเช่นกัน "ทำไมถึงปล่อยให้เรื่องมันบานปลายมาได้ขนาดนี้?" น้ำเสียงทุ้มเย็นของผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้งามตัวใหญ่เอ่ยถาม
เหล่าผู้ฟังต่างนิ่งเงียบและหันมองด้วยความหวั่นเกรง "คะ...คือ พวกเราเองก็เพิ่งได้รับรายงานเช่นกันครับ"
"ช่างเป็นการปฏิบัติงานที่ขาดความรอบคอบนัก" เสียงเย็นเอ่ยแผ่ว "คิดว่าเป็นฝีมือของใคร?" เขาหันไปถามคนสนิทตนเองซึ่งยืนอยู่ข้างกาย
ผู้ถูกถามค้อมศีรษะให้ ใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาขยับริมฝีปากเบา ๆ "ช่วงระยะหลังมากลุ่มแวมไพร์ฮันเตอร์ดูจะมีมากพอสมควร ถ้าผมคาดไม่ผิดคิดว่าคงมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง"
"แต่พวกนั้นไม่น่าจะต่อกรกับเราได้มากถึงเพียงนี้" เสียงหนึ่งภายในห้องนั้นเอ่ยขัด
"แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้" ผู้ยืนพิงกำแพงอยู่เอ่ยขึ้นบ้าง
ดวงตาสีแดงหันมองสบกับดวงตาสีทองของผู้พูด "เธอสงสัยใครเป็นพิเศษรึคาอิน?"
"ในหมู่แวมไพร์ฮันเตอร์ปัจจุบันมีพวกที่ฝีมือดีอยู่ส่วนหนึ่ง และส่วนใหญ่ชื่อของพวกเขาก็ถูกปิดเป็นความลับ การจ้างงานหรือกระทำการใด ๆ จะต้องผ่านผู้เป็นนายเท่านั้น" คาอินว่า
"แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนี้ถึงได้ตั้งตนเหมือนคิดจะเป็นศัตรูกับเรา" ผู้เอ่ยขัดคนเดิมกล่าวต่อ
คาอินหัวเราะเบา "มนุษย์กับแวมไพร์เป็นศัตรูกันมันแปลกรึไงไอโด้?"
คานาเมะนิ่งคิด ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ง่ายจะคิดหาเหตุผลแต่ก็ยากจะไว้วางใจได้จริง ๆ "แล้วเธอว่ายังไงอิจิโจ?"
เจ้าของผมสีทองอ่อนเงียบอยู่พัก "ผมเห็นด้วยกับคาอิน แต่คิดว่าคงมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ลึกว่านี้" เขาเว้นจังหวะ "ตามปกติแล้วแวมไพร์ฮันเตอร์จะปฏิบัติถารกิจก็ต่อเมื่อได้รับการจ้างวานเท่านั้น ตามข้อตกลงระหว่างเราและมนุษย์"
อิจิโจเอ่ยถึงข้อสัญญาที่คานาเมะได้ตัดสินใจทำกับมนุษย์ไว้ โดยเหล่าแวมไพร์จะออกล่าเพื่อหาเลี้ยงชีวิตเท่านั้น ในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะพัฒนาสิ่งที่สามารถทดแทนเลือดได้ ซึ่งตามสัญญานั้นพวกมนุษย์เองก็จะต้องไม่ออกล่าพวกแวมไพร์ด้วยเช่นกัน
"มีคนจงใจจะฝ่าฝืน..."
"หรือไม่ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับพวกเรา" ใบหน้านิ่งเฉยของผู้ที่เพิ่งปรากฏกายเอ่ย เรียกให้สายตาทุกคู่หันมอง อิจิโจซึ่งยืนอยู่รีบวิ่งเข้าไปหา
"ร่างกายไม่เป็นไรแน่แล้วหรือชิกิ?" เขาถามด้วยความเป็นห่วง อาจเพราะอยู่ด้วยกันมานานเลยรู้สึกเหมือนไม่สามารถมองผ่านอีกฝ่ายได้
คานาเมะนั่งฟังความคิดเห็นและข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเล็กน้อยภายในห้อง จริง ๆ แล้วเองก็มีข้อสงสัยในใจตนเองเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คิดว่ามันไม่สมควรนักที่จะเอ่ยออกไปในตอนนี้ เพราะความเป็นไปได้ที่คน ๆ นั้นจะยังมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้มันต่ำเสียเหลือเกิน
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี และยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาเห็นเด็กคนนั้น "อย่างไรซะอย่าเพิ่งไปยุ่งเกี่ยวกับพวกสภาสูงจนกว่าผมจะหาข้อสรุปได้ อย่างน้อยผมต้องมั่นใจว่าพวกเธอจะไม่ทำอะไรโดยพละการ"
เสียงแห่งอำนาจเน้นย้ำ "ผมจะไม่เอ่ยอีกเป็นครั้งที่สอง" เขาหันมองยังไอโด้ "ดูแลยูกิให้ดี ผมไม่อยากทำให้ยูกิเสียใจหากเธอทำงานผิดพลาด"
คานาเมะยังกำชับอีกว่าเรื่องนี้จะต้องไม่เล็ดลอดไปยังหูของยูกิ เขาต้องมั่นใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต้องมีเพียงแค่ผู้ที่อยู่ภายในห้องเท่านั้นที่รับรู้ เพราะเขาไม่อยากเห็นใบหน้าของน้องสาวผู้เป็นที่รักต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นกังวลและเศร้าหมองอีก
ชายหนุ่มเดินกลับไปยังห้องพัก หมู่นี้เขานอนหลับไม่สนิทนักเพราะเอาแต่ฝันเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปมา อยากที่จะนอนหลับตาลงแล้วมองไม่เห็นอะไร อยากที่จะนอนหลับลงด้วยความสงบเหมือนแต่ก่อน อยากจะนอนหลับสนิท
เขาถอนหายใจยาวพลางเอนกายลง แผ่นหลังสัมผัสกับเตียงนอนนุ่ม "กำลังเป็นห่วงอะไรอยู่งั้นหรือ?" คานาเมะเอ่ยถามตนเอง ทุกครั้งที่จิตใจและสมองว้าวุ่นเขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่เขากำลังจะผลอยหลับ ชายหนุ่มลุกขึ้นตอบรับเสียงเรียกด้านนอก "ใคร?"
"ยูกิเองค่ะท่านพี่"
พอได้ยินเสียงใบหน้าคมที่นิ่งเย็นก็แย้มยิ้มบาง "เข้ามาสิ"
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวเดินตรงมาหาผู้เป็นพี่ชาย พลางนั่งลงบนเตียง คิ้วเรียวสวยขมวดเล็กน้อยเมื่อจ้องมองยังใบหน้าอีกฝ่าย มือเล็กเอื้อมสัมผัส "ท่านพี่ไม่สบายรึเปล่าคะ? ทำไมสีหน้าไม่ดีเลย"
"เปล่าหรอก ผมสบายดี อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ" มือแกร่งยกขึ้นสัมผัสพวงแก้มใสบ้าง
"ท่านพี่ไม่สบายใจอะไรอยู่หรือคะ? กังวลอะไรอยู่หรือเปล่า?" ยูกิรู้ดี เพราะพี่ชายของเธอมักมีอาการแบบนี้ทุกครั้งที่นอนไม่หลับ และส่วนใหญ่ก็เป็นสาเหตุที่ต่อมากลายเป็นปัญหามากมาย ปัญหาที่เธอไม่เคยได้รับรู้....
"อาจเพราะหมู่นี้มีงานเข้ามามาก ผมเลยนอนไม่หลับ"
ดวงตากลมโตจ้องมอง พลางจับศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลนุ่มเบา ๆ แล้วออกแรงพลักมันลงบนตักตนช้า ๆ "ยูกิจำได้ เวลาท่านพี่ไม่สบายใจมักจะชอบนอนหนุนตักยูกิเสมอแล้วท่านพี่ก็จะนอนหลับสนิท" เธอก้มลงยิ้มให้กับอีกฝ่าย "คราวนี้ก็จะเป็นแบบนั้นด้วยใช่ไหมคะ?"
คานาเมะยิ้มเบา ๆ ก่อนหลับตาลง "อืม....ขอบคุณนะ"
.
.
.
.
.
.
.
แขนเสื้อโคทสีเข้มถูกยกขึ้นเช็ดคราบเลือดที่แปดเปื้อนอยู่บริเวณริมฝีปาก เซโร่จ้องมองร่างแน่นิ่งของแวมไพร์ตรงหน้าก่อนจะยิงกระสุนจากปืนกระบอกสีเงินเงางามของตนออกไปอีกสองนัด ทั้งสองนัดตรงเข้าสู่สมองอย่างจงใจปลิดทุกสิ่งแม้กระทั่งลมหายใจ
ดวงตาสีแดงสดที่กลับกลายเป็นสีม่วงปิดลงแน่น อะไรบางอย่างกำลังไหลวนในจิตใจของเขา บางอย่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกผิดแปลกอยู่ในตอนนี้
แม้เซโร่จะยังดื่มเลือดแวมไพร์อยู่แต่ก็ไม่มีตนไหนเสียชีวิตในทันที ยิ่งช่วงหลัง ๆ เขาแทบจะออกล่ารายวัน และดื่มเลือดที่แสนรังเกียจนั่นตลอด ไม่ขาดช่วงจนทำให้เกิดอาการกระหายเหมือนแต่ก่อน
และทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้น ทำไมจึงได้รู้สึกไม่สบายใจมากมายถึงขนาดนี้ ไม่สบายใจจนถึงขั้นที่เขารู้สึกไม่อยากดื่มเลือดอีก.... "เกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่....?"
จะว่าเขาต่อต้านมันก็ไม่น่าใช่ เพราะตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน เวลาก็ผ่านมาร่วมห้าปีแล้วที่เขากลายเป็นครึ่งแวมไพร์ ระยะเวลาห้าปีกับการดื่มกินเลือดเป็นสิบ ๆ ร้อย ๆ ตน มันก็ไม่น่าจะเกิดอาการขึ้นได้อีก
ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะอะไร?....
เด็กหนุ่มก้มลงมองร่างไร้วิญญาณนั่นอีกครั้ง แล้วหันมองไปยังขอบฟ้าซึ่งค่อย ๆ ทอแสงตะวันอยู่ลิบ ๆ ถึงเวลาที่เขาต้องกลับเสียที "ถ้าถามท่าน....อาจจะพอรู้อะไรบางก็ได้" เขาคิดถึงผู้มีพระคุณ บางทีถ้าถามไปเซโร่อาจจะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วตนเป็นอะไรกันแน่
เซโร่เข้าเรียนที่นี่มาได้เกือบสองสัปดาห์แล้ว ดูเหมือนมันยังคงนิ่งเงียบและไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาเองก็พยายามทำตัวสงบไม่ให้เป็นจุดเด่นโดยไม่จำเป็น เหตุเพราะการคุยโทรศัพท์ในครั้งล่าสุดนั่นแหละ
ทำให้เขารู้อย่างชัดเจนเลยว่า ต้องอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ไปอีกพักใหญ่ และดูเหมือนว่าอาจจะเป็นโรงเรียนสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่ ชายหนุ่มเท้าคางเบนสายตามองออกไปยังด้านนอก
"อ่ะ...ท่านคุรันแหละ!!" เสียงหนึ่งร้องขึ้น เรียกให้คนเหม่อมองหันหลังกลับ
ดวงตาสีม่วงจ้องไปตามสายตาของเหล่านักเรียนภายใน ด้านนอกมีชายกลุ่มหนึ่งกำลังเดินพูดคุยกัน ตรงกลางนั่นมีร่างของคนที่เขาเคยเจออยู่กับหญิงสาวภายในห้องพยาบาล "หืม...."
"ท่านคุรันมาทำอะไรที่นี่น่ะ? หรือว่ามาเดินตรวจโรงเรียน???"
"แหม...ก็ท่านเป็นถึงผู้อำนวยการนี่ แถมยังเป็นที่ใฝ่ฝันเสียขนาดนั้น" ไอ้ประโยคหลังนั่นทำเอาเซโร่ถึงกับส่ายหัวไปมา ไม่เข้าใจพวกผู้หญิงสมัยนนี้จริง ๆ ให้ตายเถอะ
อายุห่างกันตั้งขนาดนั้น ที่สำคัญ..... "ไม่ใช่คนที่จะอาจเอื้อมได้...." จู่ ๆ คำพูดบางเบานั่นก็หลุดออกมาจากปาก ในวินาทีที่ดวงตาสีแดงและดวงตาสีม่วงสบกันโดยบังเอิญ
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เลือดในกายกำลังร่ำร้องอะไรสักอย่าง เหมือนกับถูกสะกดให้หลุดไปในโลกที่ไม่มีใครอื่น หลุดไปในโลกที่มีเพียงแค่ดวงตาคู่นั้นและเขาเพียงเท่านั้น
เส้นประสาทที่ขยายตัวกลับบีบรัดแน่น เซโร่ยกมือขึ้นกุมศีรษะอย่างทรมาน พยายามสะกดเสียงแห่งความปวดร้าวที่จะเล็ดลอดออกไปให้ผู้อื่นได้ยินไว้ เขาปวดหัวเหมือนแทบระเบิด ปวดจนหายใจไม่ออก
เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงภายในห้องดังขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสายตาเขา ตอนนี้ภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยความพร่าเลือน มองเห็นเพียงเงาลาง ๆ ของใครบางคนที่ตรงเข้ามา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบวงกลายเป็นความมืดอันเวิ้งว้างและว่างเปล่า....
==========================
edit @ 18 Jul 2009 05:44:06 by derick