[AuFic Vampire Knight] Lost Mind : Part III
Pairing : KanameXZero
Author : derick
Rating : PG
Author Note : ในที่สุดก็มาต่อสักทีหลังจากอู้มานาน เหอ ๆ ตอนนี้แต่งไปด้วยอารมณ์แบบ...อ่อก...เลือดกำเดาจะพุ่งเพราะนึกหน้าเซโร่ไปด้วย 555
"....โร่....เซโร่...."
เสียงเรียกบางเบาปลุกให้เขาตื่นจากการหลับใหล เซโร่รู้สึกถึงแสงแดดอันแรงกล้าที่ตกกระทบลงบนเปลือกตาทำให้มันไม่สามารถลืมตื่นขึ้นได้อย่างเต็มที่ มือเรียวยกขึ้นบดบัง พยายามเพ่งมองไปตามทิศทางของแสง จนเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความเรืองรองนั่น
ชายผู้นั้นย่างเท้าเข้ามาใกล้อย่างนุ่มนวลสง่างาม ท่าทีองอาจบ่งบอกถึงความมีสกุล อีกฝ่ายหย่อนกายนั่งลงบนเตียงนอนนุ่ม แล้วยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเขา "เป็นอะไรไป ทำไมวันนี้ถึงตื่นสายผิดปกติ หืม?"
แม้จะสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงเย็นเปี่ยมด้วยอำนาจที่เหมือนกับต้องการต่อว่ากราย ๆ แต่ภายในนั้นเขากลับรู้สึกได้ถึง ‘ความอ่อนโยน' ที่แฝงอยู่
เขาไม่ตอบคำถาม ชายคนนั้นแย้มยิ้ม "ไปอาบน้ำเถอะครับ แล้วพบกันที่ห้องอาหาร"
ดวงตาได้แต่มองตามร่างสูงที่ค่อย ๆ เดินออกไป ความไม่เข้าใจนานับประการบังเกิดขึ้น แรกสุดคือความคุ้นเคยซึ่งบังเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่เขามั่นใจว่าไม่เคยได้พบเห็นคน ๆ นี้มาก่อน ต่อมาคือชายคนนั้น ไม่ว่าอย่างไร....พยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้า เห็นเพียงแต่ริมฝีปากบางได้รูปเท่านั้น สุดท้ายคือตนเอง...ทำไมตนเองจึงไม่ขัดขืนการกระทำหรือคำสั่งใด
เซโร่ลุกขึ้นนั่งริมเตียง เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง "ตัวเรา...."
เท้าเล็ก ๆ ลอยขึ้นสูงจากพื้น เขารีบกระโดดลงแล้ววิ่งตรงไปยังประตูทางด้านซ้าย เสมือนหยั่งรู้ว่านั่นคือจุดหมายซึ่งจะสามารถพบกับสิ่งที่ตนเองต้องการได้
ใบหน้าเงยมอง ทำไมทุกอย่างภายในห้องถึงดูใหญ่โตไปหมด เขาเหลือบเห็นกระจกที่ประดับอยู่บนตู้ไม้ ก่อนจะมองซ้ายมองขวาหาอะไรสักอย่าง
เซโร่ค่อย ๆ ลากเก้าอี้ไม้มาแล้วปีนขึ้นไป หลับตาแน่นพลางสูดหายในลึก "เอาล่ะ" เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมองเงาซึ่งสะท้อนอยู่ในกระจก
ดวงตาสีม่วงกลมโตสุกใส ผิวขาวราวกับหิมะในฤดูหนาว ใบหน้าเล็ก จมูก ริมฝีปาก เขายกมือขึ้นสัมผัสทั่ว มองแล้วหยิกแก้มตนเอง "เด็ก...." ตัวเราสมัยเด็กอย่างงั้นหรือ?....
เซโร่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาพลาดหงายหลังตกจากเก้าอี้ ร่างเล็กร่วงลงกระแทกบนพื้นอย่างจัง เห็นเพียงเพดานสีขาวที่เลือนลางลงเรื่อย ๆ จนทุกอย่างดับวูบลง
พรึ่บ!
ชายหนุ่มลืมตาโพลง ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่ง หยาดเหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้า เสียงลมหายใจหอบถี่พยายามตักตวงอากาศที่เหมือนถูกช่วงชิงไปให้กลับคืนมาดังเดิม เขามองกวาดทั่วห้องก่อนก้มลงมองมือตนเอง พลิกไปมาหน้าหลัง แล้วยกสำรวจไปทั่วร่างกาย
ฝัน.....งั้นหรือ?
เซโร่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ล้มตัวลงนอนตามเดิม ที่นี่คงเป็นห้องพยาบาล นั่นสินะ...รู้สึกว่าเขาจะเป็นลมในห้องเรียนอีกแล้ว น่ารังเกียจความอ่อนแอนี่เสียจริง...
"ตื่นแล้วหรือจ๊ะ?" เสียงหวานใสเอ่ยถาม เด็กหนุ่มขยับกายลุกขึ้นอีกครั้ง
"ครับ ต้องขอโทษที่ผมรบกวนอยู่บ่อย ๆ"
เธอยิ้ม "ไม่เป็นไร น่าแปลกที่ร่างกายเธอแข็งแรงแต่จู่ ๆ ก็หน้ามืดเป็นลมขึ้นมา" นิ้วเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากอย่างใช้ความคิด "หรือว่าเธอไม่ได้ทานข้าวเช้า?"
"ผมไม่ค่อยหิวน่ะครับ" เขาเบนหน้าหลยสายตาที่มองมา
อาจารย์สาวเท้าสะเอว ใบหน้ายื่นเข้ามาจ้องอย่างไม่พอใจ "ไม่ได้นะ ข้าวเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดเลยรู้ไหม?!"
เซโร่อยากเถียงใจแทบขาด เรื่องของเรื่องคือเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งย่ามกับเรื่องของตัวเองมากเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกเป็นมิตรและความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับจากผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาไม่อาจเอ่ยคำพูดตัดรอนแบบนั้นออกไปได้
"เอาล่ะ" ยูกิเลื่อนมือของเธอขึ้นมากอดอกแทน "ถ้าเธอไม่เป็นไรแล้วครูแนะนำให้ไปหาอะไรทานก่อนเข้าห้องเรียนนะ แล้วครูจะแจ้งให้อาจารย์ประจำชั้นเธอทราบเอง"
เด็กหนุ่มผงกศีรษะ "ขอบคุณครับ" เขาลุกขึ้นสวมเสื้อนอกที่ถูกแขวนไว้ แล้วตรวจดูการแต่งกายตน
หญิงสาวยิ้มอีกครั้ง "ดีมาก ถ้ามีอะไรก็มาหาครูได้เสมอนะจ๊ะ"
เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินตามหลังอาจารย์สาวไป เธอเดินกลับไปนั่งประจำตำแหน่งภายในห้องพยาบาล ส่วนเซโร่แยกออกไปยังประตูทางออก มือเรียวเลื่อนเปิดมันเบา ๆ ดวงตาที่ก้มมองเบื้องล่างสังเกตเห็นใครผู้หนึ่งยืนอยู่
ใบหน้าค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย...คุรัน คานาเมะ...
"อ่ะ ท่านคุรัน!" เสียงหวานใสร้องทัก
ถ้าไม่ได้ยินเสียงนั่นเขาคงแย่แน่เพราะมัวแต่ยืนจ้องริมฝีปากเรียวบางนั่น และไม่รู้ว่าเซโร่คิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกเหมือนตนเองก็กำลังถูกจ้องมองกลับมาเช่นกัน แม้เพียงครู่เดียวก็ตาม "ขอโทษครับ" เด็กหนุ่มว่าพลางหลบเลี่ยงออกไปจากห้องตามช่องทางที่ยังพอเหลืออยู่
คานาเมะเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย เหลียวหลังมองคนที่เดินอย่างรวดเร็วจากไป "กลิ่นคาวเลือด..." เสียงทุ้มพึมพำ
ดวงตากลมโตของอาจารย์สาวจ้องมองใบหน้าของพี่ชายตนเองสลับกับแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินห่างไปไกล "มีอะไรรึเปล่าคะท่านคุรัน?"
คนถูกถามก้มลงมองด้วยรอยยิ้มบาง "ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่จะแวะมาดูอาการของเขาเท่านั้น แต่คงจะไม่เป็นไรแล้ว"
"คงไม่ได้ทานข้าวเช้าน่ะค่ะ เลยหน้ามืด" เธอว่า "เข้ามาข้างในก่อนไหมคะ? หรือจะรับกาแฟร้อน ๆ สักแก้วดี?" ใบหน้าหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
มือแกร่งเลื่อนขึ้นสัมผัสศีรษะของน้องสาวคนสำคัญเบา ๆ "ไม่เป็นไรครับ ผมยังมีธุระต้องทำอีก ไว้จะมารบกวนเธอวันหลังแล้วกัน" คานาเมะค้อมศีรษะน้อย ๆ ก่อนจะเดินจากไป
ยูกิยกมือขึ้นกุมบนหน้าอก แววตาสดใสเปลี่ยนไปในทันที "คิริยูคุง..."
จริง ๆ เธอเองก็ได้กลิ่นคาวเลือดจากตัวของเซโร่เช่นกัน เป็นกลิ่นคาวเลือดแวมไพร์ที่คุกรุ่นรุนแรงมาก อีกทั้งนัยน์ตาสีม่วงนั้นก็ดูเจ็บปวดและเศร้าสร้อยเสียเหลือเกิน เหมือนกับนัยน์ตาปวดร้าวเวลาที่พี่ชายของเธอมองไปยังเด็กหนุ่มคนนั้น
"มีอะไร....กันแน่นะ?" ยูกิอดเป็นห่วงไม่ได้ มีอะไรรึเปล่าที่เธอยังไม่รู้....
ดวงตาสีม่วงสวยจ้องมองยังโรงอาหารหลังใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากตัวอาคาร สายลมแรงบนดาดฟ้าอาคารปะทะเข้ากับใบหน้า เส้นผมสีเงินโบกพัดบดบังทัศนวิสัยบางส่วน "ไม่จำเป็นหรอก..."
ใช่แล้ว...สำหรับเขา อาหารมันไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่ม แต่อาหารมันช่วยให้เขายังระลึกถึงความเป็นมนุษย์อยู่เพียงเท่านั้น
เด็กหนุ่มไม่ได้กลับไปยังห้องเรียน เขายังคงรู้สึกมึนศีรษะ และยิ่งความค้างคาใจในฝันนั่นรบเร้าเขาก็ไม่มีสมาธิจะทำอะไรต่อ "อยากฝัน....อีกสักครั้ง" อยากฝันเห็นภาพเหตุการณ์แบบนั้นอีกครั้ง อยากรู้ว่ามันคือความฝันหรือความจริงกันแน่
หรือจะเป็นความทรงจำที่หายไปของเขากัน?
"ไม่มีทาง..." มันไม่ใช่ความทรงจำของเขาแน่ เพราะตามที่ท่านผู้นั้นบอกมันไม่ได้สวยงามขนาดนี้
เซโร่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเพื่อหวังว่าจะมีงานมาขัดความกลัดกลุ้มนี้บ้าง แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นข้อความฉบับหนึ่งระบุให้เขาขออนุญาตค้างนอกหอพัก "เบอร์นี้..."
อีกไม่นานข้อความต่อมาก็ถูกส่งถึง มันระบุไว้อย่างชัดเจน ‘เย็นนี้ผมจะมารับ อย่าลืมจัดการทุกอย่างนะครับ'
เด็กหนุ่มรู้ได้ทันที ผู้ที่ส่งข้อความนี้มาคือนายเหนือหัวผู้เป็นเจ้าชีวิต ใบหน้าสวยแย้มยิ้มบาง นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้พบกับท่าน นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เห็นความองอาจสง่างามและรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน คนเพียงคนเดียวในโลกซึ่งเขาเชื่อใจมากที่สุด
เขาลุกขึ้นยืน ก่อนอาศัยเวลาช่วงพักตรงกลับหาเพื่อไปจัดการตามที่ได้รับคำสั่ง มันไม่ใช่เรื่องยากที่นักศึกษาจะขออนุญาตไปค้างคืนด้านนอก หากเหตุผลนั้นมีน้ำหนักเพียงพอ
แม้จะดูไม่ออกว่าคิดอะไร มนุษสัมพันธ์อยู่ในระดับแย่ แต่เซโร่ก็ไม่ใช่เด็กที่ดูเหมือนเกเรช่างโกหก ฉะนั้นเขาจึงได้รับอนุญาตให้ค้างด้านนอกด้วยเหตุผล ‘ไปพบญาติที่กลับมาจากต่างประเทศ'
และการมีรถยนต์คันหรูราคาแปดหลักมาจอดเทียบหน้าโรงเรียนในตอนเย็นเพื่อรับตัวเด็กหนุ่มก็ยิ่งทำให้เขากลายเป็นที่โจษจันมากยิ่งขึ้น
เซโร่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ศีรษะค้อมลงต่ำ "ยินดีที่ได้พบครับท่าน"
รอยยิ้มบนใบหน้าคมหล่อเหลาแย้มสรวล เส้นผมสีดำสนิทหยักศกพริ้วไหว "ยังเป็นเด็กที่มีมารยาทไม่เปลี่ยนเลยนะ เซโร่" มือแกร่งเอื้อมช้อนปลายคางมน ดวงตาคมจ้องไปยังดวงตาสีม่วงสวย "และถึงไม่เจอกันหลายปีเธอก็ยังงดงามไม่เปลี่ยน"
นิ้วชี้ไล้ไปบนใบหน้าเด็กหนุ่ม เซโร่ยกมือตนขึ้นจับมือนั้น "ท่านเองก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเช่นกันครับ" เขาแนบแก้มตนเองลงบนมืออีกฝ่าย แสดงถึงความจงรักภักดีที่มีให้
นายเหนือหัวยิ้มอย่างพึงพอใจ ดวงตาสีแดงสดแลมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งบนตัวอาคาร เหมือนรับรู้ว่ามีใครสักคนอยู่ในที่แห่งนั้น "ออกรถ..."
คานาเมะรู้สึกถึงกลิ่นไอบางอย่าง เขาลุกขึ้นยืนพลางหันหลังมองออกไปด้านนอก ดวงตาเพ่งมองไกล แต่กลับเห็นเพียงกลุ่มนักเรียนที่ค่อย ๆ ทยอยออกจากประตูใหญ่เท่านั้น
เลือดในกายของเขากำลังร้องบอกถึงอันตรายบางอย่าง "กลับมาแล้วสินะ...." เขาพึมพำ คมเขี้ยวขาวโผล่พ้นริมฝีปากได้รูป
ช่วงเวลานั้น...กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง
เซโร่ก้าวลงจากรถยนต์ทันทีที่มีคนมาเปิดประตูให้ เขาเงยมองคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพักของนายของเขาในประเทศนี้ "ยังได้รับการดูแลอย่างดีสินะ"
ทันทีที่บานประตูไม้ใหญ่เปิดอ้าออก "ยินดีต้อนรับกลับนายท่าน" เหล่าสาวใช้และพ่อบ้านต่างเข้าแถวเรียงหนึ่งสองฝั่ง ค้อมคำนับเจ้านายตนที่ห่างจากที่แห่งนี้ไปนานนับปี
พ่อบ้านสูงวัยหันมองเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม "ยินดีต้อนรับกลับเช่นกันนะขอรับคุณหนู"
เขาถูกเลี้ยงดูมาในฐานะบุตรบุญธรรมของเจ้าตระกูล ทุกคนจึงให้เกียรติเซโร่เทียบเท่ากับเจ้านายคนหนึ่ง แต่สำหรับเซโร่แล้วมันก็แค่การแสดงละคร ใส่หน้ากากเข้าหากัน ยิ่งช่วงหลังที่นายท่านหายไปแล้วทิ้งช่วงให้คนอื่นคอยดูแลเขาแทน ตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนเป็นตัวตลก
หลายคนรู้ว่าเขาเป็นพวกครึ่งแวมไพร์ นั่นทำให้เขาเป็นที่รังเกียจ "ท่านจะพักผ่อนเลยหรือเปล่าครับ? ผมจะได้ไม่รบกวน" เสียงเรียบเอ่ยถาม
"ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อพบเธอ เด็กน้อยของผม" ผู้เป็นนายแย้มยิ้ม "เธอไปทำร่างกายให้สบาย แล้วค่อยมาพบผมที่ห้องก็ได้"
เซโร่หยักหน้า "ครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะพาท่านไปที่ห้องก่อน"
หลังจากไปส่งผู้เป็นนายถึงห้องพักแล้วเขาก็ตรงกลับห้องของตนซึ่งอยู่อีกส่วนของคฤหาสน์ เซโร่คลายปมเนคไทออกแล้วหย่อนกายลงนั่งบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ถ้าไม่มีท่านเขาก็คงไม่คิดกลับมา ไม่อยากกลับมาทนกับสายตาที่น่าเกลียดชัง
เสียงเคาะประตูเบา ๆ เรียกให้เด็กหนุ่มหันมอง "ใคร?"
"กระผมเองขอรับ" เสียงชราเอ่ยตอบ เซโร่เดินไปเปิดประตูให้
พ่อบ้านค้อมคำนับ คนอีกคนที่มองเขาด้วยสายตาเป็นมิตร ผู้ที่เลี้ยงดูเปรียบเสมือพ่อคนที่สอง "ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ครับ" เขาประคองชายชราเข้าสู่ภายในห้อง
"ได้อย่างไรกันครับ คุณคือคุณหนูของบ้านนี้" เสียงที่มากด้วยประสบการณ์หัวเราะ
"ผมไม่ใช่...." เด็กหนุ่มตอบกลับ
พ่อบ้านนั่งลงบนเตียงนอน เซโร่คุกเข่าลงกับพื้นแล้วโอบกอดอีกฝ่ายไว้ "กลับมาแล้วครับ"
ชายชรายิ้ม "ยินดีต้อนรับกลับขอรับ"
หากไม่มีฮายาเสะพ่อบ้านชราคนนี้ชีวิตของเขาคงมีแต่ความทรงจำแย่ ๆ แม้จะต้องตะลอนไปไหนมาไหนตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่อื่นนานเกินปี ทุกครั้งจึงต้องกลับมาญี่ปุ่นและอยู่คฤหาสน์แห่งนี้
ช่วงแรกมันก็ยังเป็นชีวิตที่ดี เขามีความสุขมาก ทุกคนปฏิบัติต่อเขาเหมือนครอบครัวเดียวกัน จนเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว นายท่านจำเป็นต้องไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราว ท่านจึงให้คนสนิทซึ่งอยู่ประเทศญี่ปุ่นคอยดูแลคฤหาสน์และทุกคนแทน จากนั้นความสุขของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
นอกจากจะถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยามแล้ว คน ๆ นั้นยังเห็นเป็นแค่สิ่งที่ไม่ต่างอะไรจากเครื่องมือในการฆ่า
แต่แม้รังเกียจสักเพียงไหนก็ไม่อาจเอ่ยออกไปได้ ผู้รับรู้ความทุกข์ของเขาจึงมีเพียงฮายาเสะเพียงคนเดียว เขาโอบกอดพ่อบ้านชราแน่นขึ้น "ไม่โดนรังแกอะไรใช่ไหมครับ?"
"กระผมเป็นแค่ลูกจ้าง ไม่มีอะไรไปทำให้เขารังเกียจได้หรอกขอรับ" มือเหี่ยวย่นลูบเส้นผมสีเงินเบา ๆ
"แล้วคุณหนูล่ะขอรับสบายดีไหม? ที่โรงเรียนใหม่เป็นอย่างไรบ้าง?"
เซโร่ผละออก "ก็ดีครับ"
ชายชราถอนหายใจพลางยิ้มบาง "รีบไปอาบน้ำเถอะขอรับ นายท่านคงรอยู่" เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวของตน
ไม่นานนักเซโร่ก็เดินไปยังห้องที่เพิ่งจากมา มือเรียวยกขึ้นเคาะประตูสีขาวบานใหญ่เบา ๆ เพียงไม่กี่ครั้งบานประตูนั่นก็เปิดออกเหมือนรู้ว่าแขกผู้มาเยือนนั้นเป็นใคร
"ขออนุญาตครับ"
ดวงตาสีม่วงกวาดมองโดยรอบ ก่อนหยุดลงตรงร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ ใบหน้าคมหันมายิ้มให้เขาช้า ๆ "เหนื่อยไหม? หากเหนื่อยเธอจะพักผ่อนก่อนก็ได้นะ"
คนถูกถามส่ายศีรษะไปมา "ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่กลัวท่านเพลีย เดินทางมาตั้งไกล" เขาว่าพลางเหลือบไปเห็นแก้วทรงสูงตั้งอยู่ สีของมันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสด เห็นเพียงเท่านั้นเขาก็รู้
มันเป็นเลือดเทียมที่ใช้ดื่มแทนเลือดของมนุษย์ ใช้ได้สำหรับพวกที่เป็นแวมไพร์แท้ สำหรับเซโร่ที่ถูกทำให้เป็นแวมไพร์จะมีโอกาสเกิดการต่อต้านยาสูงและทำให้เป็นผลเสีย นายท่านจึงหาทางออกด้วยการให้เขาดื่มเลือดแวมไพร์ชั่วร้ายแทน
ในตอนแรกที่รู้ความจริงว่าท่านผู้นี้เป็นแวมไพร์เขาก็ตกใจอย่างมาก เรียกได้ว่าช็อคก็คงไม่แปลก พออาการดีขึ้นท่านจึงเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง ว่าครอบครัวของท่านโดนแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ด้วยกันเองฆ่า จุดประสงค์ก็เพื่ออำนาจอันเลื่อนลอย ตัวท่านเองจึงรังเกียจและหันเหเข้าสู่ทางของมนุษย์
นายท่านพบเขาขณะที่แวมไพร์กลุ่มนั้นเข้าทำลายบ้าน เซโร่ถูกกัดเสียเลือดมากและกำลังใกล้ตาย ท่านจึงตัดสินใจช่วยชีวิตเขาด้วยการให้เลือดแก่เขา ทำให้เขากลายเป็นแวมไพร์ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เซโร่แค้นและไม่สนใจการร้องขอชีวิตอันงี่เง่าจากสัตว์ร้ายกระหายเลือด
สุดท้ายถึงแม้นท่านจะเป็นแวมไพร์ แต่ท่านก็ช่วยเหลือชีวิตเขาและชีวิตของมนุษย์....
"ไม่ดื่มหรือครับ?" เซโร่เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าแก้วใบนั้นตั้งอยู่นานโดยที่น้ำในแก้วไม่ได้พร่องไปเลยสักนิด
ใบหน้าคมฉายแววความเศร้าหมองชั่วครู่ ก่อนจะแต้มด้วยใบหน้าอ่อนโยนเช่นเดิม "อ่า...ดื่มสิ" เขาว่าพลางยิ้ม มือเรียวหยิบแก้วที่ตั้งอยู่ยกขึ้นดื่ม
แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น... "ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?" เขาเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติ
"ไม่เป็นไร ผมสบายดี" ในขณะที่ร่างสูงกำลังลุกขึ้นยืนนั่นเอง เขาก็ต้องทรุดลง เซโร่ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบตรงเข้าประคองไว้
ประสาทรับกลิ่นของเขาสัมผัสได้ถึงคาวเลือดที่ไหลออกมาจากร่างอีกฝ่าย "ท่านบาดเจ็บ?!" เด็กหนุ่มร้องอย่างตกใจ
"นิดหน่อย...แค่ผมโดนลอบทำร้ายระหว่างทางไปหาเธอเท่านั้น"
"ทำไม....แล้วทำไมผมถึง...." ดวงตาสีม่วงเลิกกว้างด้วยความตกใจ
ชายหนุ่มยิ้ม มือแกร่งเลื่อนขึ้นสัมผัสใบหน้าของผู้ที่ประคองตนอยู่ "ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไรเด็กน้อย พักสักพักก็ดีขึ้น"
เซโร่ค่อย ๆ พาอีกฝ่ายไปยังเตียงนอน ใบหน้านั้นยังแสดงออกถึงอารมณ์ตกใจและเป็นกังวล "ท่านจะดื่มเลือดเทียมไม่ได้หากท่านบาดเจ็บ!"
แวมไพร์จะไม่สามารถดื่มเลือดเทียมที่ถูกสร้างขึ้นได้หากได้รับบาดเจ็บ เพราะพวกเขาจำเป็นต้องอาการบางสิ่งบางอย่างจากเลือดแท้เพื่อช่วยรักษาบาดแผลและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไปของร่างกาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะอ่อนแอลง
"ได้โปรดดื่มเลือดผม" เด็กหนุ่มว่า อีกฝ่ายเบิกตากว้าง
"ไม่เป็นไร ผมพักสักพักก็ดีขึ้น" เขายิ้ม
เซโร่ยังคงดื้อดึง "ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่อยากต้องสูญเสียใครอีก ได้โปรด" เสียงนั้นเอ่ยขอร้องจากใจ มันสั่นเครือไปด้วยความรู้สึกมากมาย
คนฟังยกมือขึ้นไล้ใบหน้าอ่อนวัยแผ่วเบา "เธอเป็นเด็กดีเซโร่..."
"เพราะท่านคือคนสำคัญของผม" ดวงตาสีม่วงมองอย่างแน่วแน่
มือเรียวปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนออก พอให้มันเห็นช่วงลำคอ เขาเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายช้า ๆ "ดื่มเถอะครับ" เปลือกตาบางปิดลง
คนฟังถอนหายใจ มือยกขึ้นลูบไล้ไปมาบริเวณลำคอขาวเนียน ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอาการเกร็ง "ถ้าเธอกลัวผมจะไม่ทำ"
"ไม่ครับ! ผมไม่เคยกลัวท่าน ผมอยากช่วยท่านจริง ๆ" ดวงตาสีม่วงลืมขึ้นอีกครั้ง
ผู้เป็นนายระบายรอยยิ้ม "ก็ได้...เป็นไปได้ผมไม่อยากทำเลยเด็กน้อย" เขาดันร่างของเซโร่ให้นอนลงกับเตียงนอนช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าคมเข้าใกล้ส่วนที่เผยออก
"ผมรู้ว่าท่านไม่สามารถทำร้ายมนุษย์ได้ ฉะนั้นก็ดื่มเลือดผมเถอะครับ" เซโร่พึมพำ ลมหายใจร้อนที่รดต้นคออยู่ทำเอาเขาขนลุกไปหมด
เซโร่สะดุ้งเฮือกวินาทีที่เขี้ยวคมฝังลงบนผิวหนัง เขารู้สึกถึงเลือดของตนเองที่ค่อย ๆ ไหลออกจากร่างกาย สมองเริ่มชาจนไม่รับรู้อะไร ภาพตรงหน้าพร่าเลือน ได้ยินเพียงลมหายใจของผู้เป็นนายและความรู้สึกร้อนไปทั่วร่าง ร้อนจนร่างกายแทบแตกเป็นเสี่ยง
"นะ...นายท่าน" เด็กหนุ่มร้องเรียกขณะที่สติกำลังหลุดลอยไกลออกไป
ผู้ถูกเรียกถอนคมเขี้ยวออก แล้วเลื่อนริมฝีปากที่ชุ่มไปด้วยเลือดขึ้นประกบร่างที่นอนหายใจสั่นไหว เซโร่รับรู้ถึงรสชาติฝาดของเลือดที่ไหลลงสู่ลำคอ "ริโดะ....เรียกริโดะเด็กน้อย..." เขาลูบไล้ใบหน้างดงามไปมาอย่างเชื่องช้า
เซโร่พยายามมองผ่านความพร่าเลือน "ท่าน....ริโดะ..." แล้วสติของเขาก็ดับวูบลงอีกครั้งอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
=================================
กำเดาพุ่ง...
เขาว่ากันว่าแวมไพร์จะมีอารมณ์มากก็ตอนดื่มเลือด...
จริงไหมหว่า...
ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้นะก๊าบบบบบบ~
edit @ 30 Jul 2009 22:23:26 by derick
