Fiction

 
 
 
 
 
==========================
 
 
 
 
 
 
 
LOST CITY
 
- III -
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แสงแดดในยามเช้าสาดส่องเล็ดลอดผืนม่านบาง  ตกกระทบลงบนเปลือกตาซึ่งกำลังหลับพริ้มอยู่บนเตียงนอนกว้าง    ชายหนุ่มพลิกตัวไปมา  จนรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบ

"อืม...."  มือเรียวปัดป่ายไปมา  ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง

ดวงตาสีน้ำเงินใสกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคย  เตียงสีขาวหรูขนาดใหญ่  ผ้าม่านสีอ่อน  โซฟารับแขก  เครื่องเรือนเครื่องใช้  ของประดับต่าง ๆ  มันคล้าย ๆ กับโรงแรมไม่ใช่เหรอ?

"เฮ้ย!!"  อัลดริคร้องอย่างตกใจ  เมื่อเห็นว่าตอนนี้ตนเองสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งเพียงตัวเดียว

เขาลนลานลุกจากเตียงนุ่ม   มองไปรอบ ๆ เพื่อหาเสื้อผ้าที่พอจะสวมใส่ได้  "มันอะไรกันวะเนี่ย...."

ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าภายในบริเวณห้องนอน  สิ่งที่พบก็คือเสื้อผ้าราคาแพงหลายชุด  ซึ่งดูจากขนาดแล้วไม่เหมาะเลยที่เขาจะสวมใส่  มันใหญ่เกินไป  จนในที่สุดก็ต้องลงเอยกับชุดคลุม

"เฮ้อ....."  เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปยังด้านนอก

ภาพที่เห็นเล่นเอาตาแทบค้าง  เด็กหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งในสภาพเปลือยเปล่านั่งคร่อมอยู่บนใครสักคน  และใครสักคนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจกิจกรรมนั่นสักเท่าไหร่  เพราะเจ้าตัวกำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจ  ใบหน้าหันออกไปด้านข้าง

"อะ...อ๊า....ดีจัง  ยอดเลยคุณไท่หลง"  เสียงครางกระเส่าบ่งบอกถึงอารมณ์

ไท่หลง....ช่างเป็นชื่อที่ไม่อยากได้ยินเสียเหลือเกิน...

"หืม?  อ้าว  ตื่นแล้วหรือ?"  ชายหนุ่มใหญ่ผู้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาเอ่ยถาม

เด็กหนุ่มด้านบนร่างแกร่งหันมองตาม  คนถูกมองทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่ยืนอึ้งอยู่แบบนั้น  "อะ....เอ่อ  ขอโทษทีที่รบกวน"  อัลดริคหันหลังกลับเข้าไปด้านในห้องนอนก่อนปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว

ซวย.....คำแรกซึ่งชายหนุ่มคิดออกมาได้  เขายืนตั้งสติครู่หนึ่ง  ก่อนเดินตรงไปยังห้องน้ำ  ควานหาเสื้อผ้าที่พอจะใส่ได้  อัลดริคบอกกับตนเองว่าต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

"นั่นนายจะไปไหน?"  ไท่หลงเอ่ยถามอีกฝ่ายซึ่งเดินไปยังประตูทางออกอย่างไม่สนใจที่จะมองมา

"กลับ!  ฉันไม่อยากอยู่ขัดความสุข  ที่สำคัญมันก็ไม่ใช่บ้านของฉันด้วย!"  อัลดริคตอบเสียงแข็ง

ร่างสูงใหญ่ลุกยืนขึ้นทำเอาผู้คร่อมอยู่เสียหลักล้มลง  ดวงตาคมมองจ้อง  สองขาก้าวตรงไปยังทางออก  ก่อนมือ ๆ หนึ่งจะเอื้อมไปกดบานประตูซึ่งกำลังจะถูกเปิดไว้

"นายจะไปไหนไม่ได้  ถ้าฉันไม่อนุญาต"  เสียงทุ้มเอ่ย

"หลีก!!ฉันจะกลับบ้าน!"  อัลดริคตะโกนใส่

อีกฝ่ายไม่ฟังเสียงทัดทานแม่แต่น้อย  เขาอุ้มอัลดริคขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน  โดยหันมองเด็กหนุ่มหน้าหวานที่นั่งอึ้งอยู่บนพื้น  เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายกลับออกไปเสีย

"ปล่อย!!"  ชายหนุ่มร้องลั่น  มือสองข้างพยายามดันแผ่นหลังกว้างเพื่อให้ตนเองหลุดพ้น

ไท่หลงปล่อยอีกฝ่ายลงบนเตียงนอน  พลางยืนพิงประตูนิ่ง  อัลดริคเองพอตั้งตัวได้ก็ทำท่าจะลุกเดินกลับออกไปอีก  ดวงตาสีน้ำเงินใสจ้องมองยังคู่กรณีเขม็งอย่างเอาเรื่อง

"หลีกไป!!"  เสียงหวานเอ่ยอย่างเหลืออด

"ก็ฉันบอกแล้วว่านายจะไปไหนไม่ได้เด็ดขาด"  เสียงทุ้มว่าตอบ  ก่อนจะหยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาสูบ

"ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของนายนะ  ที่นายจะสั่งให้ทำอะไรหรือไม่ก็ได้!"  อัลดริคขึ้นเสียง

"ฉันก็ไม่ได้ว่านายเป็นสัตว์เลี้ยง  ฉันแค่บอกว่านายจะไปไหนไม่ได้ก็เท่านั้น"  ไท่หลงตอบอย่างเรียบ ๆ อีกครั้ง  ควันบุหรี่หอมประหลาดถูกพ่นออก

ร่างบางกว่าเหลืออด  เขาเดินไปประจันหน้ากับอีกฝ่าย  มือข้างหนึ่งดึงบุหรี่ออกจากริมฝีปากได้รูปนั่น  "ฉันจะไป!!"  เขาเน้นเสียง

ร่างหน้าประตูยืนอึ้งเล็กน้อยกับการกระทำนั่น  ก่อนจะหัวเราะออกมา  คนฟังถึงกับงง  อารมณ์ไม่พอใจพุ่งสูงขึ้นทันที   ไท่หลงทำกับเขาเหมือนเป็นตัวตลก 

"เอาล่ะ  ฉันจะบอกนายอีกครั้ง  ห้ามไปไหนเด็ดขาด  ไม่งั้นฉันจะจับนายล่ามโซ่ซะ"  ไท่หลงว่า 

"ทำไม ฉัน ต้อง ฟัง นาย"  อัลดริคเน้นคำ

ชายหนุ่มร่างสูงกว่าหัวเราะเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายโยนไว้บนเตียงนอน  พร้อมกับล็อคกุญแจมือติดไว้  ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง  ริมฝีปากบางอ้าค้างอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมา  ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้น

"ฉันบอกนายแล้ว  ว่าถ้ายังดื้อดึงอยู่  ฉันจะล่ามนายซะ"  ไท่หลงกอดอกนิ่ง  รอยยิ้มเย็นฉาบบนใบหน้าคม

"อะ...ไอ้บ้า!!!ปล่อยฉันนะ!!!!!!!"  คนถูกล่ามร้องโวยวาย  พยายามขัดขืนเต็มกำลัง

"และถ้านายไม่หยุดพูด  ฉันจะจับนายปล้ำซะ"  เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเอาจริงเอาจัง   ดวงตาสีดำค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

ในขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น  ไท่หลงเดินไปยังโต๊ะบริเวณหัวเตียง   เขาก้มลงมองเบอร์ที่แสดงขึ้น   เมื่อเห็น....รอยยิ้มบาง ๆ อันอ่อนโยนที่สุดเท่าที่อัลดริคเคยเห็นก็เผยขึ้น

นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ  ทั้งกับอีกฝ่ายและตนเอง.....

"อืม....พี่คงไปรับไม่ได้นะ  เพราะติดภาระอยู่  โอเค  แล้วเจอกัน"  ชายหนุ่มจงใจเน้นคำว่าภาระให้ผู้อยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน

ร่างบอบบางกว่าตาเขียวใส่  "ถ้าเห็นว่าเป็นภาระก็ปล่อยไปสิ!"  อัลดริคตะโกนหลังจากโทรศัพท์ได้ตัดสายไปแล้ว

"ไม่ปล่อย  แต่ว่าถ้าเกิดนายกังวลเรื่องนั้นมากล่ะก็.....ฉันจะเปลี่ยนสถานะของนายจากภาระมาเป็นอย่างอื่นให้ก็ได้นะ"   ไท่หลงเหยียดยิ้มน้อย ๆ  บุหรี่อีกมวนถูกหยิบขึ้นมาสูบ 

สองขายาวก้าวมาอย่างรวดเร็วจะประชิดข้างเตียง  ใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้อีกครั้ง  มือข้างหนึ่งเท้าลงจนเตียงยวบ  พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าเอาจริงแบบนั้นร่างบางก็ไม่เถียงอะไรออกมา  สงบปากสงบคำอย่างเห็นได้ชัด   ร่างสูงกว่าหัวเราะ  พลางเดินกลับไปยังบานประตูห้องนอน

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง   ไท่หลงเหลือบมองผู้นั่งอยู่บนเตียงอีกครั้งด้วยแปลกใจกับความดื้อรั้นที่หายไป.....

อัลดริคกำลังนอนหลับ  เสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั่นบ่งบอก

"ดื้ออย่างกับลูกหมา"  เสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ  ก่อนจะเดินไปปรับท่านอนและห่มผ้าให้อีกฝ่าย

. . .

. . .

. . .

ร่างสูงเพรียวในชุดสูทเข้มสวมทับด้วยโอเวอร์โคทสีดำสนิทยืนนิ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง  เส้นผมดำยาวดูนุ่มถูกจับมัดรวบ ๆ ไว้  สองเท้าเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งมีพนักงานสาวประจำอยู่

"ขอโทษครับ  ไม่ทราบว่าห้องของคุณหลิน  ไท่หลงอยู่ชั้นไหน?"  ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความมีอำนาจน่าหลงใหล  มือข้างหนึ่งถอดแว่นออกเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าเทา

พนักงานสาวจ้องมองใบหน้านั้น  "เอ่อ...ค่ะ  ห้องคุณหลิน  ไท่หลงใช่ไหมคะ  รอสักครู่ค่ะ"  เธออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน 

"ห้องสูทชั้นที่ 50 ค่ะ 5002"  หญิงสาวบอกถึงห้องพักซึ่งเรียกได้ว่าหรูหราและมีราคาแพงที่สุด  ภายในชั้นนั้นจะมีเพียงแค่สองห้อง

"ขอบคุณครับ"  อีกฝ่ายยิ้มรับ  รอยยิ้มนั้นทำเอาสาว ๆ หนุ่ม ๆ บริเวณนั้นเคลิบเคลิ้มไปตาม ๆ กัน

ชายหนุ่มขึ้นลิฟท์แก้วจนหยุดอยู่ที่ชั้นบนสุดคือชั้นที่ห้าสิบ  บริเวณทางเดินปูด้วยพรมสีแดง  ข้างทางมีสวนหย่อมและเครื่องเรือนราคาสูงตั้งประดับทั่ว  เบื้องหน้ามีประตูสองบานซึ่งทำจากไม้สัก

"5002 ห้องนี้สินะ.."  เขาเดินไปประตูทางบานซ้ายมือ  นิ้วเรียวกดออดด้านหน้าเบา ๆ

ประตูเปิดออกราวกับรับรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร  ไท่หลงยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย  แขนแกร่งสองข้างโอบกอดด้วยความคิดถึง  ซึ่งชายหนุ่มอีกคนก็ทำแบบนั้นด้วยเช่นกัน

"ยินดีต้อนรับซู่ฟาง  พี่ดีใจที่ได้เจอนาย"  คนร่างสูงกว่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหาย

"เช่นกันครับพี่"  ซู่ฟางเอ่ยรับ

"ว่าแต่อะไรหนอคือภาระชิ้นสำคัญของพี่ถึงขนาดไปรับผมไม่ได้"  เขากล่าวต่อ  ดวงตาเข้มมองไปยังห้องนอนห้องใหญ่อย่างรู้เท่าทันความคิด

"หึหึ.."  ไท่หลงหัวเราะในลำคอ  พลางหยิบเงินสดจ่ายเป็นค่าเหนื่อยให้กับพนักงานขนกระเป๋า

คนถามเดินตรงไปยังประตูบานที่ตนจ้องมองอยู่แทบจะในทันที  "หลับอยู่นะ..."  ผู้เป็นพี่ชายไม่ได้เอ่ยห้ามปรามใดเพียงแต่กล่าวเตือนเล็กน้อยเท่านั้น

ซู่ฟางยืนจ้องมองร่างที่นอนหลับใหลนั่นอยู่พักใหญ่  "หืม?...." 

"อืม....."   เสียงครางงึมงำดังออกจากลำคออัลดริค  เขาพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นการนอนหงาย 

"ฮะ ๆ  ไอ้เราก็นึกว่าใคร"  รอยยิ้มอ่อนโยนฉาบบนใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ทันทีที่นึกออก  มือเรียวเอื้อมไปลูบเส้นผมสีดำนุ่มเบา ๆ

"รู้จักเหรอ?"  ไท่หลงซึ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหน้าประตูเอ่ยถาม

...อบอุ่น...

สัมผัสอันคุ้นเคยที่ลูบไปมาอยู่บนศีรษะนั้นทำให้อัลดริครู้สึกตัว  ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ  หันหน้ามองเจ้าของมือนั่น  "ซู่ฟาง!!!"  เสียงใสร้องอย่างยินดีก่อนจะโถมเข้ากอดอย่างไม่ลังเล

"เพื่อนผมครับพี่"  ผู้กำลังถูกกอดอยู่หันมอง

"เอ๋....??พี่??"  ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตมองทั้งสองสลับไปมาอย่างงุนงง

"จริงสิ  นายไม่เคยเห็นพี่ชายฉันนี่นะ"  ซู่ฟางเอ่ย

"สาบานให้ถูกผีกัดเหอะ  ฉันไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าหมอนี่พี่ชายนาย"  อัลดริคชี้หน้าไท่หลงซึ่งยืนมองอย่างไม่สนใจอะไร

"งั้นนายคงถูกผีกัดในเร็ววันแน่ ๆ"  มือเรียวของซู่ฟางยื่นไปเบื้องหน้าพี่ชายของตน  เหมือนไท่หลงเองก็จะรับรู้ถึงความต้องการของน้อยชาย  เขาโยนกุญแจออกมาให้

อัลดริคบ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตนเองนัก  เขาและซู่ฟางเป็นเพื่อนนักเรียนในมหาลัยเดียวกันและพบกันอีกครั้งที่โรงเรียนกรมตำรวจ  แน่นอนว่าอีกฝ่ายทั้งเก่งและฉลาด  ทำคะแนนมาได้ดีตลอด  ผิดกับเขาที่ไม่เอาอ่าวลิบลับ

จู่ ๆ ความรู้สึกนั่นก็จางหายไป  "ฉันอยากกลับบ้านซู่ฟาง..."  อัลดริคเอ่ยพลางกอดอีกฝ่าย  ไท่หลงเบิกตาเล็กน้อยกับท่าทีขี้อ้อนแบบนั้น  เอาเป็นว่าเขาไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นแล้วกัน

"ฉันคิดว่าพี่คงจะมีเหตุผลแน่  ใช่ไหมครับ?"  มือเรียวลูบไล้ไปมาบนเส้นผมนุ่มนั่น  พลางเหลือบมองไปยังผู้เป็นพี่

ร่างกอดอกนิ่งเงียบ  บุหรี่ถูกขยี้ลงในกระถางต้นไม้ข้าง ๆ จนดับ  "เอาล่ะ...."  ไท่หลงพยักหน้าก่อนเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด

. . .

. . .

. . .

สายฝนเริ่มเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย  ความมืดกอบกุมทุกสิ่ง  เวลาในตอนนี้ราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้  ดวงตาคมเข้มได้แต่มองชายหนุ่มผู้หลับใหลซึ่งกำลังจะถูกพาหายไปในเงามืด   เขาได้แต่กัดฟัน....ไม่อาจฝืนพลังลึกลับเหนือธรรมชาติได้

ฟั่บ!!!!!

เสียงวัตถุมีคมวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว  ดาบเรียวยาวสีเงินเรียบส่องประกายบนเงามืด  พร้อมกับร่างของชายซึ่งสวมชุดสีดำยาว  มือข้างหนึ่งถืออาวุธมีคมนั่น  อีกข้างถือหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่ง

"ด้วยฤทธาแห่งพระผู้เป็นเจ้า.......ปิดผนึก!!!!"  เสียงทุ้มตะโกนก้อง

ไท่หลงรับรู้ได้ถึงพลังมากมายที่ก่อกำเนิดขึ้นจากจุดที่บุรุษลึกลับยืนอยู่   มันโพยพุ่งพร้อมกับแสงสีขาวสะอ้านตรงไปยังเงามืดซึ่งค่อย ๆ กลืนหายไป  ร่างของเคานท์ฟานดิเอต้าและอัลดริคกระเด็นลอยละลิ่วจากแรงกระแทก

"เวร!!"  ชายหนุ่มซึ่งรับรู้ว่าตนหลุดจากบ่วงพันธนาการ  รีบวิ่งตรงไปยังร่างของอีกฝ่าย

"เฮ้อ...."  ไท่หลงถอนหายใจเมื่อวิ่งมารับอัลดริคได้ทัน

ชายหนุ่มยังคงหลับใหลราวกับต้องมนตร์สะกด  ทางด้านเคานท์ฟานดิเอต้ารู้สึกตกใจเล็กน้อยกับพลังของบุรุษแปลกหน้านั่น  แต่มันก็ทำให้รู้สึกสนุกได้ไม่น้อย....

"หึ....ฮะ ๆ ๆ ๆ  นานแล้ว...นานแล้วที่ข้าไม่ได้ถูกทำร้ายแบบนี้ คนของพวกวาติกันงั้นรึ.."  เสียงแห่งอำนาจหัวเราะลั่น  มันช่างฟังดูน่าหวาดกลัวมากกว่าขบขัน

"ก็ได้....ข้ารับคำท้ารบของพวกเจ้า  แล้วเราจะได้พบกัน"  ร่างนั้นหายไปในเงามืดพร้อม ๆ กับซากศพนับร้อยที่รายล้อมอยู่

ไท่หลงคิดไม่ผิดว่าคนผู้นี้คือบาทหลวงจากวาติกัน  อีกฝ่ายเดินตรงเข้ามา  มือใหญ่ยื่นสัมผัสใบหน้าของอัลดริคเบา ๆ  ดวงตาคมมองอย่างพินิจ  "อืม....ถือว่ายังทันล่ะนะ"  เขาเอ่ยเบา ๆ

"ท่านคงจะเป็นคนจากภายใน  อย่างไรซะช่วงสองสามวันนี้ขอให้ดูแลเขาให้ดี  แล้วข้าจะมารับตัว"  พอกล่าวจบร่าง ๆ นั้นก็เดินจากไป  ทิ้งให้ไท่หลงทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดเพียงลำพัง

. . .

. . .

. . .

"งั้นเราก็จะยังคงไม่รู้อะไรจนกว่าดริคจะได้ไปวาติกัน?"  ซู่ฟางเอ่ยขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราว

"พี่คิดว่าคงอีกไม่เกินสองวัน"  ชายหนุ่มร่างสูงว่า

อัลดริคที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งไป  ร่างทั้งร่างเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว  สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้ทำให้เขาต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริง  สิ่งซึ่งอยู่เหนือธรรมชาติและกาลเวลา  มันมีอยู่จริง ๆ

ดวงตาสีน้ำฟ้าหม่นหันมอง  "ไม่ต้องกลัวดริค....ทุกอย่างจะเรียบร้อย"  ซู่ฟางเอื้อมมือไปรั้งร่างอีกฝ่ายเข้ามาโอบกอดไว้  เพื่อปลอบประโลมให้บรรเทาจากความกลัว

คนในอ้อมอกยังคงสั่น  แต่ไม่รับรู้ถึงแรงสะอื้น  อีกฝ่ายพยายามเก็บอารมณ์อย่างมาก  ไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้เห็น  นั่นคือความดื้อและหัวแข็งของเพื่อนรักคนนี้

"ฉะ...ฉันอยากกลับบ้าน  ซู่ฟาง.."  มือเรียวกำเสื้ออีกฝ่ายแน่น

"ตกลง....เราจะพานายกลับไปที่บ้าน"  เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเอ่ยตอบ

คนฟังแหงนหน้ามอง  ดวงตาใสฉายแววความขอบคุณ  ขอบตาร้อนผ่าวราวกับบางสิ่งบางอย่างกำลังเตรียมพร้อมที่จะไหลออกมา  ผู้เป็นพี่ได้แต่ยืนมอง  ไม่ส่งเสียงตอบรับหรือคัดค้านใด ๆ  ซึ่งดูเหมือนซู่ฟางเองจะรับรู้ได้ถึงความคิดอีกฝ่าย 

ในที่สุดอัลดริคกลับมาบ้านพร้อมไท่หลงและซู่ฟาง  ชายหนุ่มยังคงมีอาการหวาดกลัวอยู่  ดวงตาสีน้ำเงินเสั่นไหวราวกับคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา  มือบางกำแน่นแนบตัวไม่เปลี่ยนอิริยาบถตลอดทาง  ผู้เป็นเพื่อนได้แต่มองอย่างเป็นห่วง

บ้านของเขาอยู่ไม่ไกลนักจากโรงแรมที่พัก  ขับรถราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึง  ที่นี่เป็นอพาตเมนท์ขนาดกลาง  ตัวตึกปูด้วยวัสดุซึ่งทำจากอิฐสีแดง  ทางเข้าเรียบ ๆ ไม่กว้างขวางนัก  มีบันไดภายในและด้านข้างทอดขึ้นสู่ชั้นอื่น ๆ

"ขอบคุณนะ...."  อัลดริคกล่าวเสียงเบา  ใบหน้าก้มลงมองต่ำ

"พวกเราจะอยู่กับนายดริค  จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลง"  ซู่ฟางเอ่ยอย่างรู้ทันความคิดอีกฝ่าย  ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น

จิตใจที่อ่อนแอมีกำลังขึ้น  แต่อย่างไรซะก็ไม่อาจพาคนอื่นมาเดือดร้อนด้วยได้  "ไม่เป็นไรหรอก....ขอบคุณนะ"  เขาตอบพลางยิ้ม

รอยยิ้มที่ดูจะฝืนตนเองเสียเหลือเกิน  ไท่หลงซึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหลังเดินก้าวเข้ามาใกล้  มือแกร่งเอื้อมจับมือบางของอีกฝ่าย  "ไปสิ....ห้องนายอยู่ชั้นไหนล่ะ?"  เสียงทุ้มเอ่ยถาม

อัลดริคค่อนข้างมึนงงกับการกระทำอันเดาได้ยากยิ่งของร่างสูงข้าง ๆเ ขาเสียเหลือเกิน  ผู้เป็นน้องซึ่งเห็นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ กับสิ่งที่พี่ชายทำ   "อยู่ชั้นไหนล่ะ?"  คนหัวเราะย้ำถาม

"จะ...เจ็ด"  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างงง ๆ  ก่อนจะถูกลากขึ้นไปตามทาง

รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล  ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวใด ๆ  แต่เป็นเพราะความอบอุ่นซึ่งเขาไม่เคยได้รับมานานมากแล้ว  มือที่กุมอยู่นั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน  รอยยิ้มนั่นของผู้เป็นเพื่อนก็ทำให้เขารู้สึกวางใจได้ตลอดเวลา  บางครั้งความเลวร้ายคงยังไม่สามารถเข้าถึงจิตใจได้เท่ากับเวลานี้เลย

"ห้องอะไร??"  ไท่หลงเอ่ยต่อเมื่อมาถึงชั้นเจ็ด

"707"  คนพูดดึงมือตนออกก่อนจะหยิบกุญแจเดินไปไขประตู

เขาหยิบข้าวของออกจากโซฟารับแขก  " นั่งก่อนสิ  โทษทีที่รกไปหน่อย"  อัลดริคเอ่ย  เขาเดินตรงเข้าไปยังห้องซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาบน

มันเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่มากนัก  สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ  ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ  มีต้นไม้ต้นเล็กและกระถางดอกไม้กระจายอยู่ทั่ว  ตรงผนังห้องประดับด้วยรูปหญิงสาว  ชายหนุ่มและเด็กชายน้อย ๆ ผู้หนึ่ง

"หิวอะไรไหม?  เดี๋ยวฉันทำให้ทาน"  อัลดริคเดินออกมาด้านนอกห้องนอนของเขาตรงไปยังครัว  มือทั้งสองเปิดตู้เย็น  ภายในมีเพียงน้ำและนมไม่กี่ขวดเท่านั้น

ชายหนุ่มใบหน้าแดงน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกอาย ได้แต่เอาน้ำซึ่งเหลืออยู่ในตู้มาเสิร์ฟให้แขก   "โทษที....ฉันลืมไปว่าของหมด  เดี๋ยวฉันไปซุปเปอร์แถว ๆ นี้แล้วกัน"  

"เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน"  ซู่ฟางลุกขึ้นยืน

อัลดริคยิ้มน้อย ๆ  "ไม่เป็นไร  แค่นี้เอง" 

"ก็ไปกันทั้งหมดนี่แหละ"  ไท่หลงตัดสิน

พวกเขาทั้งสามเดินไปซุปเปอร์มาเก็ตซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของอัลดริคพร้อมกัน   ระหว่างทางก็มีเพื่อนบ้านซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับชายหนุ่มทักทายอยู่เป็นระยะ ๆ

 "เป็นไงบ้างดริคหายแล้วหรือจ๊ะ?"  หญิงชราคนหนึ่งเอ่ยถาม  เธออุ้มลูกสุนัขสีขาวตัวเล็ก ๆ ไว้แนบอก

"ครับ  ขอบคุณป้าซานีที่เป็นห่วง  ว่าแต่ป้าเป็นยังไงบ้างครับ?"  ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม  มือของเขาเอื้อมไปลูบไล้เจ้าลูกสุนัขเบา ๆ  มันครางน้อย ๆ อย่างพอใจ

อัลดริคเป็นคนรักสัตว์มากโดยเฉพาะสุนัข  เมื่อตอนเล็ก ๆ เขาเลี้ยงตัวหนึ่งชื่อ เลเมน เป็นพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้  แต่มันตายไปหลังจากที่พ่อแม่ของเขาจากโลกนี้ไปได้ไม่นานนัก  ตั้งแต่นั้นมาชายหนุ่มก็ไม่เคยเลี้ยงอะไรอีกเลย

"สบายดีจะ  จริงสิ...เจมาหาเมื่อเช้า ท่าทางเป็นห่วงมาก"  ซานีกล่าว  ใบหน้าเหี่ยวย่นของเธอกำลังครุ่นคิด

"ขอบคุณมากครับที่บอก  แล้วผมจะโทรหาเขาอีกที"  อัลดริคยิ้มกลับอีกครั้ง

"ว่าแต่พ่อหนุ่มสองคนนี้เป็นใครกันป้าไม่เคยเห็นหน้า?"  หญิงชรายิ้มให้กับผู้ยืนอยู่ด้านหลังของเขาทั้งสองคน

"เพื่อนผมครับ  ชื่อซู่ฟางกับไท่หลง"  เสียงใสเอ่ยพลางแนะนำ  ชายหนุ่มทั้งสองโค้งน้อย ๆ ให้กับเธอ

"ผมคงต้องไปก่อน  ป้าซานีเอาอะไรไหมครับ? ผมกำลังจะไปซุปเปอร์"  อัลดริคกล่าว

หญิงชราส่ายศีรษะไปมาเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างขอบคุณในความมีน้ำใจนั่น  "ไม่เป็นไรจะ  ไปเถอะ  ระวัง ๆ นะ"  เธอลูบมือของอัลดริคไปมา  ก่อนจะปล่อยลง

ชายหนุ่มหันมายิ้มอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป  เหมือนกับว่าชีวิตของเขาได้กลับเข้าสู่ช่วงเวลาที่ปรกติอีกครั้ง  แม้เพียงจะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตามที  เขารู้ตัวดี....มันไม่มีทางจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้บ่อย ๆ อีกต่อไปแล้ว

ทั้งสามเดินมาถึงซุปเปอร์มาเก็ต  ที่นี่ใหญ่พอสมควร  มีข้าวของเครื่องใช้  อาหารมากมายหลายชนิด  ชายหนุ่มเดินไปยังรถเข็นของซึ่งอยู่ด้านข้าง  "รอนี่ก็ได้นะ  เดี๋ยวฉันมาไม่นานหรอก"  เสียงใสเอ่ย

"ฉันไปด้วย   พี่จะไปด้วยกันไหมครับ?"  ซู่ฟางหันมาถามผู้เป็นพี่

"ไปสิ...."  ไท่หลงหยิบบุหรี่ที่คาบอยู่ดับลงบนทรายในถังที่รองรับก่อนเดินไปหาชายหนุ่มทั้งคู่ที่ยืนรออยู่

ระหว่างทางพวกเขาทั้งสามตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลาย  ไม่เว้นกระทั่งวัยรุ่น  วัยสาวหรือวัยเด็ก  ด้วยความเด่นสะดุดตาทั้งรูปร่างและใบหน้า  อีกทั้งชายหนุ่มสามคนมาซื้ออาหารสด   เห็นได้ยากจริง ๆ

"จะกินอะไรกันดีล่ะ?"  อัลดริคเอ่ยถาม  ดวงตาสีน้ำเงินจ้องไปยังผัดสดเบื้องหน้า

"นายทำเป็นด้วยหรือ?"  ไท่หลงถามกลับ  สำหรับชายหนุ่มมันดูเป็นคำถามที่กวนอารมณ์เสียเหลือเกิน

"ฮะ ๆ พี่อย่าดูถูกดริคไปนะครับ  หมอนี่ทำอาหารได้อร่อยพอ ๆ กับผมเชียวล่ะ"  ซู่ฟางหัวเราะเบา ๆ

"แต่พี่ว่าไม่มีใครทำอร่อยและถูกปากพี่ได้เท่านายแล้วล่ะ"  เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน  จนอัลดริคเห็นแล้วยังอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้

"นั่นมันเพราะนายไม่เคยคิดจะกินของที่ชาวบ้านเขาทำมากกว่าน่ะสิ!"  เสียงใสร้องขึ้น

ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างมองคนพูดอย่างสนใจ  ภายในกำลังคิดว่าชายหนุ่มมีนิสัยที่แปลกแยกไปกว่าตำรวจทั่วไปที่เคยเจอ  ปรกติไม่ว่าใครเจอเขาต่างก็ต้องเข้ามาประจบสอพลอกันแทบทั้งนั้น  แต่นี่ไม่ใช่  ทั้งกล้าค้าน  กล้าต่อปากต่อคำ  ไท่หลงกำลังรู้สึกสนุกและสนใจในเวลาเดียวกัน

"ก็ได้....นายลองทำให้ฉันเอ่ยชมรสชาติอาหารของนายให้ได้สิ"  ร่างสูงยิ้มน้อย ๆ

"คอยดูเถอะ  ฉันจะทำให้นายเอ่ยปากชมอาหารฝีมือฉันไม่ขาดเลยทีเดียว!!"  ร่างบางกว่าตอบกลับ  ก่อนจะเดินไปเลือกของประกอบอาหารอย่างไม่สนใจมองคนกวนประสาทอีกต่อไป

 

 

 

 

 

============================

 

 

 

edit @ 17 Aug 2009 18:15:41 by derick