แสงแดดในยามเช้าสาดส่องเล็ดลอดผืนม่านบาง ตกกระทบลงบนเปลือกตาซึ่งกำลังหลับพริ้มอยู่บนเตียงนอนกว้าง ชายหนุ่มพลิกตัวไปมา จนรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบ
"อืม...." มือเรียวปัดป่ายไปมา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ดวงตาสีน้ำเงินใสกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคย เตียงสีขาวหรูขนาดใหญ่ ผ้าม่านสีอ่อน โซฟารับแขก เครื่องเรือนเครื่องใช้ ของประดับต่าง ๆ มันคล้าย ๆ กับโรงแรมไม่ใช่เหรอ?
"เฮ้ย!!" อัลดริคร้องอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าตอนนี้ตนเองสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งเพียงตัวเดียว
เขาลนลานลุกจากเตียงนุ่ม มองไปรอบ ๆ เพื่อหาเสื้อผ้าที่พอจะสวมใส่ได้ "มันอะไรกันวะเนี่ย...."
ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าภายในบริเวณห้องนอน สิ่งที่พบก็คือเสื้อผ้าราคาแพงหลายชุด ซึ่งดูจากขนาดแล้วไม่เหมาะเลยที่เขาจะสวมใส่ มันใหญ่เกินไป จนในที่สุดก็ต้องลงเอยกับชุดคลุม
"เฮ้อ....." เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปยังด้านนอก
ภาพที่เห็นเล่นเอาตาแทบค้าง เด็กหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งในสภาพเปลือยเปล่านั่งคร่อมอยู่บนใครสักคน และใครสักคนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจกิจกรรมนั่นสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวกำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจ ใบหน้าหันออกไปด้านข้าง
"อะ...อ๊า....ดีจัง ยอดเลยคุณไท่หลง" เสียงครางกระเส่าบ่งบอกถึงอารมณ์
ไท่หลง....ช่างเป็นชื่อที่ไม่อยากได้ยินเสียเหลือเกิน...
"หืม? อ้าว ตื่นแล้วหรือ?" ชายหนุ่มใหญ่ผู้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาเอ่ยถาม
เด็กหนุ่มด้านบนร่างแกร่งหันมองตาม คนถูกมองทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนอึ้งอยู่แบบนั้น "อะ....เอ่อ ขอโทษทีที่รบกวน" อัลดริคหันหลังกลับเข้าไปด้านในห้องนอนก่อนปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
ซวย.....คำแรกซึ่งชายหนุ่มคิดออกมาได้ เขายืนตั้งสติครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงไปยังห้องน้ำ ควานหาเสื้อผ้าที่พอจะใส่ได้ อัลดริคบอกกับตนเองว่าต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
"นั่นนายจะไปไหน?" ไท่หลงเอ่ยถามอีกฝ่ายซึ่งเดินไปยังประตูทางออกอย่างไม่สนใจที่จะมองมา
"กลับ! ฉันไม่อยากอยู่ขัดความสุข ที่สำคัญมันก็ไม่ใช่บ้านของฉันด้วย!" อัลดริคตอบเสียงแข็ง
ร่างสูงใหญ่ลุกยืนขึ้นทำเอาผู้คร่อมอยู่เสียหลักล้มลง ดวงตาคมมองจ้อง สองขาก้าวตรงไปยังทางออก ก่อนมือ ๆ หนึ่งจะเอื้อมไปกดบานประตูซึ่งกำลังจะถูกเปิดไว้
"นายจะไปไหนไม่ได้ ถ้าฉันไม่อนุญาต" เสียงทุ้มเอ่ย
"หลีก!!ฉันจะกลับบ้าน!" อัลดริคตะโกนใส่
อีกฝ่ายไม่ฟังเสียงทัดทานแม่แต่น้อย เขาอุ้มอัลดริคขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน โดยหันมองเด็กหนุ่มหน้าหวานที่นั่งอึ้งอยู่บนพื้น เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายกลับออกไปเสีย
"ปล่อย!!" ชายหนุ่มร้องลั่น มือสองข้างพยายามดันแผ่นหลังกว้างเพื่อให้ตนเองหลุดพ้น
ไท่หลงปล่อยอีกฝ่ายลงบนเตียงนอน พลางยืนพิงประตูนิ่ง อัลดริคเองพอตั้งตัวได้ก็ทำท่าจะลุกเดินกลับออกไปอีก ดวงตาสีน้ำเงินใสจ้องมองยังคู่กรณีเขม็งอย่างเอาเรื่อง
"หลีกไป!!" เสียงหวานเอ่ยอย่างเหลืออด
"ก็ฉันบอกแล้วว่านายจะไปไหนไม่ได้เด็ดขาด" เสียงทุ้มว่าตอบ ก่อนจะหยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาสูบ
"ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของนายนะ ที่นายจะสั่งให้ทำอะไรหรือไม่ก็ได้!" อัลดริคขึ้นเสียง
"ฉันก็ไม่ได้ว่านายเป็นสัตว์เลี้ยง ฉันแค่บอกว่านายจะไปไหนไม่ได้ก็เท่านั้น" ไท่หลงตอบอย่างเรียบ ๆ อีกครั้ง ควันบุหรี่หอมประหลาดถูกพ่นออก
ร่างบางกว่าเหลืออด เขาเดินไปประจันหน้ากับอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งดึงบุหรี่ออกจากริมฝีปากได้รูปนั่น "ฉันจะไป!!" เขาเน้นเสียง
ร่างหน้าประตูยืนอึ้งเล็กน้อยกับการกระทำนั่น ก่อนจะหัวเราะออกมา คนฟังถึงกับงง อารมณ์ไม่พอใจพุ่งสูงขึ้นทันที ไท่หลงทำกับเขาเหมือนเป็นตัวตลก
"เอาล่ะ ฉันจะบอกนายอีกครั้ง ห้ามไปไหนเด็ดขาด ไม่งั้นฉันจะจับนายล่ามโซ่ซะ" ไท่หลงว่า
"ทำไม ฉัน ต้อง ฟัง นาย" อัลดริคเน้นคำ
ชายหนุ่มร่างสูงกว่าหัวเราะเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายโยนไว้บนเตียงนอน พร้อมกับล็อคกุญแจมือติดไว้ ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง ริมฝีปากบางอ้าค้างอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมา ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้น
"ฉันบอกนายแล้ว ว่าถ้ายังดื้อดึงอยู่ ฉันจะล่ามนายซะ" ไท่หลงกอดอกนิ่ง รอยยิ้มเย็นฉาบบนใบหน้าคม
"อะ...ไอ้บ้า!!!ปล่อยฉันนะ!!!!!!!" คนถูกล่ามร้องโวยวาย พยายามขัดขืนเต็มกำลัง
"และถ้านายไม่หยุดพูด ฉันจะจับนายปล้ำซะ" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเอาจริงเอาจัง ดวงตาสีดำค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
ในขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ไท่หลงเดินไปยังโต๊ะบริเวณหัวเตียง เขาก้มลงมองเบอร์ที่แสดงขึ้น เมื่อเห็น....รอยยิ้มบาง ๆ อันอ่อนโยนที่สุดเท่าที่อัลดริคเคยเห็นก็เผยขึ้น
นั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ ทั้งกับอีกฝ่ายและตนเอง.....
"อืม....พี่คงไปรับไม่ได้นะ เพราะติดภาระอยู่ โอเค แล้วเจอกัน" ชายหนุ่มจงใจเน้นคำว่าภาระให้ผู้อยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน
ร่างบอบบางกว่าตาเขียวใส่ "ถ้าเห็นว่าเป็นภาระก็ปล่อยไปสิ!" อัลดริคตะโกนหลังจากโทรศัพท์ได้ตัดสายไปแล้ว
"ไม่ปล่อย แต่ว่าถ้าเกิดนายกังวลเรื่องนั้นมากล่ะก็.....ฉันจะเปลี่ยนสถานะของนายจากภาระมาเป็นอย่างอื่นให้ก็ได้นะ" ไท่หลงเหยียดยิ้มน้อย ๆ บุหรี่อีกมวนถูกหยิบขึ้นมาสูบ
สองขายาวก้าวมาอย่างรวดเร็วจะประชิดข้างเตียง ใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้อีกครั้ง มือข้างหนึ่งเท้าลงจนเตียงยวบ พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าเอาจริงแบบนั้นร่างบางก็ไม่เถียงอะไรออกมา สงบปากสงบคำอย่างเห็นได้ชัด ร่างสูงกว่าหัวเราะ พลางเดินกลับไปยังบานประตูห้องนอน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ไท่หลงเหลือบมองผู้นั่งอยู่บนเตียงอีกครั้งด้วยแปลกใจกับความดื้อรั้นที่หายไป.....
อัลดริคกำลังนอนหลับ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั่นบ่งบอก
"ดื้ออย่างกับลูกหมา" เสียงทุ้มเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินไปปรับท่านอนและห่มผ้าให้อีกฝ่าย
. . .
. . .
. . .
ร่างสูงเพรียวในชุดสูทเข้มสวมทับด้วยโอเวอร์โคทสีดำสนิทยืนนิ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง เส้นผมดำยาวดูนุ่มถูกจับมัดรวบ ๆ ไว้ สองเท้าเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งมีพนักงานสาวประจำอยู่
"ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าห้องของคุณหลิน ไท่หลงอยู่ชั้นไหน?" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความมีอำนาจน่าหลงใหล มือข้างหนึ่งถอดแว่นออกเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าเทา
พนักงานสาวจ้องมองใบหน้านั้น "เอ่อ...ค่ะ ห้องคุณหลิน ไท่หลงใช่ไหมคะ รอสักครู่ค่ะ" เธออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน
"ห้องสูทชั้นที่ 50 ค่ะ 5002" หญิงสาวบอกถึงห้องพักซึ่งเรียกได้ว่าหรูหราและมีราคาแพงที่สุด ภายในชั้นนั้นจะมีเพียงแค่สองห้อง
"ขอบคุณครับ" อีกฝ่ายยิ้มรับ รอยยิ้มนั้นทำเอาสาว ๆ หนุ่ม ๆ บริเวณนั้นเคลิบเคลิ้มไปตาม ๆ กัน
ชายหนุ่มขึ้นลิฟท์แก้วจนหยุดอยู่ที่ชั้นบนสุดคือชั้นที่ห้าสิบ บริเวณทางเดินปูด้วยพรมสีแดง ข้างทางมีสวนหย่อมและเครื่องเรือนราคาสูงตั้งประดับทั่ว เบื้องหน้ามีประตูสองบานซึ่งทำจากไม้สัก
"5002 ห้องนี้สินะ.." เขาเดินไปประตูทางบานซ้ายมือ นิ้วเรียวกดออดด้านหน้าเบา ๆ
ประตูเปิดออกราวกับรับรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร ไท่หลงยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย แขนแกร่งสองข้างโอบกอดด้วยความคิดถึง ซึ่งชายหนุ่มอีกคนก็ทำแบบนั้นด้วยเช่นกัน
"ยินดีต้อนรับซู่ฟาง พี่ดีใจที่ได้เจอนาย" คนร่างสูงกว่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหาย
"เช่นกันครับพี่" ซู่ฟางเอ่ยรับ
"ว่าแต่อะไรหนอคือภาระชิ้นสำคัญของพี่ถึงขนาดไปรับผมไม่ได้" เขากล่าวต่อ ดวงตาเข้มมองไปยังห้องนอนห้องใหญ่อย่างรู้เท่าทันความคิด
"หึหึ.." ไท่หลงหัวเราะในลำคอ พลางหยิบเงินสดจ่ายเป็นค่าเหนื่อยให้กับพนักงานขนกระเป๋า
คนถามเดินตรงไปยังประตูบานที่ตนจ้องมองอยู่แทบจะในทันที "หลับอยู่นะ..." ผู้เป็นพี่ชายไม่ได้เอ่ยห้ามปรามใดเพียงแต่กล่าวเตือนเล็กน้อยเท่านั้น
ซู่ฟางยืนจ้องมองร่างที่นอนหลับใหลนั่นอยู่พักใหญ่ "หืม?...."
"อืม....." เสียงครางงึมงำดังออกจากลำคออัลดริค เขาพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นการนอนหงาย
"ฮะ ๆ ไอ้เราก็นึกว่าใคร" รอยยิ้มอ่อนโยนฉาบบนใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ทันทีที่นึกออก มือเรียวเอื้อมไปลูบเส้นผมสีดำนุ่มเบา ๆ
"รู้จักเหรอ?" ไท่หลงซึ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหน้าประตูเอ่ยถาม
...อบอุ่น...
สัมผัสอันคุ้นเคยที่ลูบไปมาอยู่บนศีรษะนั้นทำให้อัลดริครู้สึกตัว ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ หันหน้ามองเจ้าของมือนั่น "ซู่ฟาง!!!" เสียงใสร้องอย่างยินดีก่อนจะโถมเข้ากอดอย่างไม่ลังเล
"เพื่อนผมครับพี่" ผู้กำลังถูกกอดอยู่หันมอง
"เอ๋....??พี่??" ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตมองทั้งสองสลับไปมาอย่างงุนงง
"จริงสิ นายไม่เคยเห็นพี่ชายฉันนี่นะ" ซู่ฟางเอ่ย
"สาบานให้ถูกผีกัดเหอะ ฉันไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าหมอนี่พี่ชายนาย" อัลดริคชี้หน้าไท่หลงซึ่งยืนมองอย่างไม่สนใจอะไร
"งั้นนายคงถูกผีกัดในเร็ววันแน่ ๆ" มือเรียวของซู่ฟางยื่นไปเบื้องหน้าพี่ชายของตน เหมือนไท่หลงเองก็จะรับรู้ถึงความต้องการของน้อยชาย เขาโยนกุญแจออกมาให้
อัลดริคบ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตนเองนัก เขาและซู่ฟางเป็นเพื่อนนักเรียนในมหาลัยเดียวกันและพบกันอีกครั้งที่โรงเรียนกรมตำรวจ แน่นอนว่าอีกฝ่ายทั้งเก่งและฉลาด ทำคะแนนมาได้ดีตลอด ผิดกับเขาที่ไม่เอาอ่าวลิบลับ
จู่ ๆ ความรู้สึกนั่นก็จางหายไป "ฉันอยากกลับบ้านซู่ฟาง..." อัลดริคเอ่ยพลางกอดอีกฝ่าย ไท่หลงเบิกตาเล็กน้อยกับท่าทีขี้อ้อนแบบนั้น เอาเป็นว่าเขาไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นแล้วกัน
"ฉันคิดว่าพี่คงจะมีเหตุผลแน่ ใช่ไหมครับ?" มือเรียวลูบไล้ไปมาบนเส้นผมนุ่มนั่น พลางเหลือบมองไปยังผู้เป็นพี่
ร่างกอดอกนิ่งเงียบ บุหรี่ถูกขยี้ลงในกระถางต้นไม้ข้าง ๆ จนดับ "เอาล่ะ...." ไท่หลงพยักหน้าก่อนเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด
. . .
. . .
. . .
สายฝนเริ่มเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย ความมืดกอบกุมทุกสิ่ง เวลาในตอนนี้ราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้ ดวงตาคมเข้มได้แต่มองชายหนุ่มผู้หลับใหลซึ่งกำลังจะถูกพาหายไปในเงามืด เขาได้แต่กัดฟัน....ไม่อาจฝืนพลังลึกลับเหนือธรรมชาติได้
ฟั่บ!!!!!
เสียงวัตถุมีคมวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ดาบเรียวยาวสีเงินเรียบส่องประกายบนเงามืด พร้อมกับร่างของชายซึ่งสวมชุดสีดำยาว มือข้างหนึ่งถืออาวุธมีคมนั่น อีกข้างถือหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่ง
"ด้วยฤทธาแห่งพระผู้เป็นเจ้า.......ปิดผนึก!!!!" เสียงทุ้มตะโกนก้อง
ไท่หลงรับรู้ได้ถึงพลังมากมายที่ก่อกำเนิดขึ้นจากจุดที่บุรุษลึกลับยืนอยู่ มันโพยพุ่งพร้อมกับแสงสีขาวสะอ้านตรงไปยังเงามืดซึ่งค่อย ๆ กลืนหายไป ร่างของเคานท์ฟานดิเอต้าและอัลดริคกระเด็นลอยละลิ่วจากแรงกระแทก
"เวร!!" ชายหนุ่มซึ่งรับรู้ว่าตนหลุดจากบ่วงพันธนาการ รีบวิ่งตรงไปยังร่างของอีกฝ่าย
"เฮ้อ...." ไท่หลงถอนหายใจเมื่อวิ่งมารับอัลดริคได้ทัน
ชายหนุ่มยังคงหลับใหลราวกับต้องมนตร์สะกด ทางด้านเคานท์ฟานดิเอต้ารู้สึกตกใจเล็กน้อยกับพลังของบุรุษแปลกหน้านั่น แต่มันก็ทำให้รู้สึกสนุกได้ไม่น้อย....
"หึ....ฮะ ๆ ๆ ๆ นานแล้ว...นานแล้วที่ข้าไม่ได้ถูกทำร้ายแบบนี้ คนของพวกวาติกันงั้นรึ.." เสียงแห่งอำนาจหัวเราะลั่น มันช่างฟังดูน่าหวาดกลัวมากกว่าขบขัน
"ก็ได้....ข้ารับคำท้ารบของพวกเจ้า แล้วเราจะได้พบกัน" ร่างนั้นหายไปในเงามืดพร้อม ๆ กับซากศพนับร้อยที่รายล้อมอยู่
ไท่หลงคิดไม่ผิดว่าคนผู้นี้คือบาทหลวงจากวาติกัน อีกฝ่ายเดินตรงเข้ามา มือใหญ่ยื่นสัมผัสใบหน้าของอัลดริคเบา ๆ ดวงตาคมมองอย่างพินิจ "อืม....ถือว่ายังทันล่ะนะ" เขาเอ่ยเบา ๆ
"ท่านคงจะเป็นคนจากภายใน อย่างไรซะช่วงสองสามวันนี้ขอให้ดูแลเขาให้ดี แล้วข้าจะมารับตัว" พอกล่าวจบร่าง ๆ นั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้ไท่หลงทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดเพียงลำพัง
. . .
. . .
. . .
"งั้นเราก็จะยังคงไม่รู้อะไรจนกว่าดริคจะได้ไปวาติกัน?" ซู่ฟางเอ่ยขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราว
"พี่คิดว่าคงอีกไม่เกินสองวัน" ชายหนุ่มร่างสูงว่า
อัลดริคที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งไป ร่างทั้งร่างเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้ทำให้เขาต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริง สิ่งซึ่งอยู่เหนือธรรมชาติและกาลเวลา มันมีอยู่จริง ๆ
ดวงตาสีน้ำฟ้าหม่นหันมอง "ไม่ต้องกลัวดริค....ทุกอย่างจะเรียบร้อย" ซู่ฟางเอื้อมมือไปรั้งร่างอีกฝ่ายเข้ามาโอบกอดไว้ เพื่อปลอบประโลมให้บรรเทาจากความกลัว
คนในอ้อมอกยังคงสั่น แต่ไม่รับรู้ถึงแรงสะอื้น อีกฝ่ายพยายามเก็บอารมณ์อย่างมาก ไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้เห็น นั่นคือความดื้อและหัวแข็งของเพื่อนรักคนนี้
"ฉะ...ฉันอยากกลับบ้าน ซู่ฟาง.." มือเรียวกำเสื้ออีกฝ่ายแน่น
"ตกลง....เราจะพานายกลับไปที่บ้าน" เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเอ่ยตอบ
คนฟังแหงนหน้ามอง ดวงตาใสฉายแววความขอบคุณ ขอบตาร้อนผ่าวราวกับบางสิ่งบางอย่างกำลังเตรียมพร้อมที่จะไหลออกมา ผู้เป็นพี่ได้แต่ยืนมอง ไม่ส่งเสียงตอบรับหรือคัดค้านใด ๆ ซึ่งดูเหมือนซู่ฟางเองจะรับรู้ได้ถึงความคิดอีกฝ่าย
ในที่สุดอัลดริคกลับมาบ้านพร้อมไท่หลงและซู่ฟาง ชายหนุ่มยังคงมีอาการหวาดกลัวอยู่ ดวงตาสีน้ำเงินเสั่นไหวราวกับคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา มือบางกำแน่นแนบตัวไม่เปลี่ยนอิริยาบถตลอดทาง ผู้เป็นเพื่อนได้แต่มองอย่างเป็นห่วง
บ้านของเขาอยู่ไม่ไกลนักจากโรงแรมที่พัก ขับรถราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึง ที่นี่เป็นอพาตเมนท์ขนาดกลาง ตัวตึกปูด้วยวัสดุซึ่งทำจากอิฐสีแดง ทางเข้าเรียบ ๆ ไม่กว้างขวางนัก มีบันไดภายในและด้านข้างทอดขึ้นสู่ชั้นอื่น ๆ
"ขอบคุณนะ...." อัลดริคกล่าวเสียงเบา ใบหน้าก้มลงมองต่ำ
"พวกเราจะอยู่กับนายดริค จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลง" ซู่ฟางเอ่ยอย่างรู้ทันความคิดอีกฝ่าย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น
จิตใจที่อ่อนแอมีกำลังขึ้น แต่อย่างไรซะก็ไม่อาจพาคนอื่นมาเดือดร้อนด้วยได้ "ไม่เป็นไรหรอก....ขอบคุณนะ" เขาตอบพลางยิ้ม
รอยยิ้มที่ดูจะฝืนตนเองเสียเหลือเกิน ไท่หลงซึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหลังเดินก้าวเข้ามาใกล้ มือแกร่งเอื้อมจับมือบางของอีกฝ่าย "ไปสิ....ห้องนายอยู่ชั้นไหนล่ะ?" เสียงทุ้มเอ่ยถาม
อัลดริคค่อนข้างมึนงงกับการกระทำอันเดาได้ยากยิ่งของร่างสูงข้าง ๆเ ขาเสียเหลือเกิน ผู้เป็นน้องซึ่งเห็นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ กับสิ่งที่พี่ชายทำ "อยู่ชั้นไหนล่ะ?" คนหัวเราะย้ำถาม
"จะ...เจ็ด" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างงง ๆ ก่อนจะถูกลากขึ้นไปตามทาง
รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวใด ๆ แต่เป็นเพราะความอบอุ่นซึ่งเขาไม่เคยได้รับมานานมากแล้ว มือที่กุมอยู่นั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน รอยยิ้มนั่นของผู้เป็นเพื่อนก็ทำให้เขารู้สึกวางใจได้ตลอดเวลา บางครั้งความเลวร้ายคงยังไม่สามารถเข้าถึงจิตใจได้เท่ากับเวลานี้เลย
"ห้องอะไร??" ไท่หลงเอ่ยต่อเมื่อมาถึงชั้นเจ็ด
"707" คนพูดดึงมือตนออกก่อนจะหยิบกุญแจเดินไปไขประตู
เขาหยิบข้าวของออกจากโซฟารับแขก " นั่งก่อนสิ โทษทีที่รกไปหน่อย" อัลดริคเอ่ย เขาเดินตรงเข้าไปยังห้องซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาบน
มันเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่มากนัก สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีต้นไม้ต้นเล็กและกระถางดอกไม้กระจายอยู่ทั่ว ตรงผนังห้องประดับด้วยรูปหญิงสาว ชายหนุ่มและเด็กชายน้อย ๆ ผู้หนึ่ง
"หิวอะไรไหม? เดี๋ยวฉันทำให้ทาน" อัลดริคเดินออกมาด้านนอกห้องนอนของเขาตรงไปยังครัว มือทั้งสองเปิดตู้เย็น ภายในมีเพียงน้ำและนมไม่กี่ขวดเท่านั้น
ชายหนุ่มใบหน้าแดงน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกอาย ได้แต่เอาน้ำซึ่งเหลืออยู่ในตู้มาเสิร์ฟให้แขก "โทษที....ฉันลืมไปว่าของหมด เดี๋ยวฉันไปซุปเปอร์แถว ๆ นี้แล้วกัน"
"เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน" ซู่ฟางลุกขึ้นยืน
อัลดริคยิ้มน้อย ๆ "ไม่เป็นไร แค่นี้เอง"
"ก็ไปกันทั้งหมดนี่แหละ" ไท่หลงตัดสิน
พวกเขาทั้งสามเดินไปซุปเปอร์มาเก็ตซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของอัลดริคพร้อมกัน ระหว่างทางก็มีเพื่อนบ้านซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับชายหนุ่มทักทายอยู่เป็นระยะ ๆ
"เป็นไงบ้างดริคหายแล้วหรือจ๊ะ?" หญิงชราคนหนึ่งเอ่ยถาม เธออุ้มลูกสุนัขสีขาวตัวเล็ก ๆ ไว้แนบอก
"ครับ ขอบคุณป้าซานีที่เป็นห่วง ว่าแต่ป้าเป็นยังไงบ้างครับ?" ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม มือของเขาเอื้อมไปลูบไล้เจ้าลูกสุนัขเบา ๆ มันครางน้อย ๆ อย่างพอใจ
อัลดริคเป็นคนรักสัตว์มากโดยเฉพาะสุนัข เมื่อตอนเล็ก ๆ เขาเลี้ยงตัวหนึ่งชื่อ เลเมน เป็นพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ แต่มันตายไปหลังจากที่พ่อแม่ของเขาจากโลกนี้ไปได้ไม่นานนัก ตั้งแต่นั้นมาชายหนุ่มก็ไม่เคยเลี้ยงอะไรอีกเลย
"สบายดีจะ จริงสิ...เจมาหาเมื่อเช้า ท่าทางเป็นห่วงมาก" ซานีกล่าว ใบหน้าเหี่ยวย่นของเธอกำลังครุ่นคิด
"ขอบคุณมากครับที่บอก แล้วผมจะโทรหาเขาอีกที" อัลดริคยิ้มกลับอีกครั้ง
"ว่าแต่พ่อหนุ่มสองคนนี้เป็นใครกันป้าไม่เคยเห็นหน้า?" หญิงชรายิ้มให้กับผู้ยืนอยู่ด้านหลังของเขาทั้งสองคน
"เพื่อนผมครับ ชื่อซู่ฟางกับไท่หลง" เสียงใสเอ่ยพลางแนะนำ ชายหนุ่มทั้งสองโค้งน้อย ๆ ให้กับเธอ
"ผมคงต้องไปก่อน ป้าซานีเอาอะไรไหมครับ? ผมกำลังจะไปซุปเปอร์" อัลดริคกล่าว
หญิงชราส่ายศีรษะไปมาเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างขอบคุณในความมีน้ำใจนั่น "ไม่เป็นไรจะ ไปเถอะ ระวัง ๆ นะ" เธอลูบมือของอัลดริคไปมา ก่อนจะปล่อยลง
ชายหนุ่มหันมายิ้มอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป เหมือนกับว่าชีวิตของเขาได้กลับเข้าสู่ช่วงเวลาที่ปรกติอีกครั้ง แม้เพียงจะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตามที เขารู้ตัวดี....มันไม่มีทางจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้บ่อย ๆ อีกต่อไปแล้ว
ทั้งสามเดินมาถึงซุปเปอร์มาเก็ต ที่นี่ใหญ่พอสมควร มีข้าวของเครื่องใช้ อาหารมากมายหลายชนิด ชายหนุ่มเดินไปยังรถเข็นของซึ่งอยู่ด้านข้าง "รอนี่ก็ได้นะ เดี๋ยวฉันมาไม่นานหรอก" เสียงใสเอ่ย
"ฉันไปด้วย พี่จะไปด้วยกันไหมครับ?" ซู่ฟางหันมาถามผู้เป็นพี่
"ไปสิ...." ไท่หลงหยิบบุหรี่ที่คาบอยู่ดับลงบนทรายในถังที่รองรับก่อนเดินไปหาชายหนุ่มทั้งคู่ที่ยืนรออยู่
ระหว่างทางพวกเขาทั้งสามตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลาย ไม่เว้นกระทั่งวัยรุ่น วัยสาวหรือวัยเด็ก ด้วยความเด่นสะดุดตาทั้งรูปร่างและใบหน้า อีกทั้งชายหนุ่มสามคนมาซื้ออาหารสด เห็นได้ยากจริง ๆ
"จะกินอะไรกันดีล่ะ?" อัลดริคเอ่ยถาม ดวงตาสีน้ำเงินจ้องไปยังผัดสดเบื้องหน้า
"นายทำเป็นด้วยหรือ?" ไท่หลงถามกลับ สำหรับชายหนุ่มมันดูเป็นคำถามที่กวนอารมณ์เสียเหลือเกิน
"ฮะ ๆ พี่อย่าดูถูกดริคไปนะครับ หมอนี่ทำอาหารได้อร่อยพอ ๆ กับผมเชียวล่ะ" ซู่ฟางหัวเราะเบา ๆ
"แต่พี่ว่าไม่มีใครทำอร่อยและถูกปากพี่ได้เท่านายแล้วล่ะ" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน จนอัลดริคเห็นแล้วยังอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
"นั่นมันเพราะนายไม่เคยคิดจะกินของที่ชาวบ้านเขาทำมากกว่าน่ะสิ!" เสียงใสร้องขึ้น
ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างมองคนพูดอย่างสนใจ ภายในกำลังคิดว่าชายหนุ่มมีนิสัยที่แปลกแยกไปกว่าตำรวจทั่วไปที่เคยเจอ ปรกติไม่ว่าใครเจอเขาต่างก็ต้องเข้ามาประจบสอพลอกันแทบทั้งนั้น แต่นี่ไม่ใช่ ทั้งกล้าค้าน กล้าต่อปากต่อคำ ไท่หลงกำลังรู้สึกสนุกและสนใจในเวลาเดียวกัน
"ก็ได้....นายลองทำให้ฉันเอ่ยชมรสชาติอาหารของนายให้ได้สิ" ร่างสูงยิ้มน้อย ๆ
"คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้นายเอ่ยปากชมอาหารฝีมือฉันไม่ขาดเลยทีเดียว!!" ร่างบางกว่าตอบกลับ ก่อนจะเดินไปเลือกของประกอบอาหารอย่างไม่สนใจมองคนกวนประสาทอีกต่อไป
============================
edit @ 17 Aug 2009 18:15:41 by derick