Fiction

 

:: ข้อตกลง ::

 

 

 

 

แสงเรืองรองของพระอาทิตย์ในยามเช้ากระทบเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม  ร่างในชุดคลุมสีขมุกขมัวนอนเหยียดตรงยกมือขึ้นปิดกั้นความสว่างซึ่งรบกวนนิทราอันแสนหวานของตนอย่างหงุดหงิด  ก่อนจะต้องยอมแพ้และดันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง

ดวงตาสีดำสอดส่ายหาร่มเงาไม้  แล้วเดินตรงไปอย่างรวดเร็ว  "น่าเบื่อชะมัดคนจะหลับจะนอน"

จะโทษใครได้นอกจากตนเอง  คนพเนจรหาเช้ากินค่ำอย่างเขาจะมีเงินที่ไหนไปเช่าห้องพักดี ๆ นอน  อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย  แค่อาหารการกินแต่ละมื้อก็ยากสุดแสนยาก  ยิ่งช่วงนี้มีแต่พวกบ้าดีเดือด ปากพร่ำปาว ๆ ว่าข้านี้เป็นนักรบอย่างนั้นอย่างนี้  ทำเอาพวกรับจ้างอย่างเขาตกงานเป็นแถบ ๆ

ข้าวเขาซื้อเอานะโว้ย!!ไม่ได้ขอใครกิน!!หัดเห็นใจกันเสียบ้างสิวะ!!...คิดแล้วก็ให้หงุดหงิดเป็นที่สุด

คิดมากท้องก็เริ่มร้อง  เสียพลังงานเปล่าประโยชน์จริง ๆ ให้ตายเถอะ  "แล้วนี่จะเอาไงกับชีวิตดีนะเรา..."  ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ

แล้วก็ต้องถอนหายใจหนัก  "ล้างหน้าล้างตาสักนิดแล้วกัน"

มือเรียวภายใต้เสื้อคลุมยาวหยิบเอาดาบเล่มหนึ่งที่อยู่ในปลอกสีดำเก่า ๆ ยกขึ้นคล้องพาดบ่า  สองขายาวก้าวเดินไปตามเสียงน้ำไหลซึ่งดังอยู่ไม่ไกลนัก  ดวงตาสวยนิ่งงันไม่สนใจธรรมชาติงดงามรอบข้างใด ๆ ทำเหมือนกับเดินอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า

เขาคุกเข่าลงนั่งข้างธารน้ำสายเล็ก ๆ ปลดข้าวของและผ้าคลุมซึ่งเต็มไปด้วยความสกปรกออก  พลางชะโงกหน้าจ้องมองเงาตนเองที่สะท้อนอยู่  "อย่างกับผี"

เส้นผมสีหมอกยาวประบ่าถูกมัดรวบไว้ครึ่งศีรษะพอไม่ให้เกะกะ  ดวงตาสีดำสนิทเด่นชัดบนใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นละออง  ชายหนุ่มก้มลงสูดดมกลิ่นกายตน  ทำเสียงจมูกฟึดฟัด ๆ ดัง  "สกปรกเป็นบ้า"

อาจเพราะมัวแต่สนใจอยู่กับตนเองเขาจึงไม่ได้สังเกตสิ่งรอบด้าน  จนเมื่อจู่ ๆ เสียงหัวเราะดังจากใครคนหนึ่งก็หลุดพรืดออกมาราวตั้งใจ  คิ้วเรียวเลิกสูง  หันมองไปยังต้นเสียงด้วยความงุนงง 

ต่อมความโกรธทำงานทันทีที่เห็นร่างหนึ่งตัวขดตัวงอ  นอนกุมท้องแน่นอยู่บนพื้นดิน  "ฮ่า ๆ" เสียงหัวเราะดังผสานไปกับท่าทางยั่วโมโหนั่น

"ขำอะไรของเจ้ากัน!!"  คนเกิดอารมณ์ลุกพรวดขึ้นยืนกำหมัดแน่น 

"ฮะ...ฮ่า ๆ โอย...แปปนะ ๆ ฮ่า ๆ" พูดไปขำไป  ดูเหมือนเจ้าตัวจะพยายามสูดหายใจเพื่อระงับความขบขันที่เกิดขึ้น

เห็นแบบนั้นก็ยิ่งคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่  ดาบสีเงินดาบยาวถูกชักอออกจากฝักอย่างชำนาญ  ประกายและความเงางามของมันผิดจากรูปกายภายนอกอย่างสิ้นเชิง  ปลายแหลมคมถูกจ่อไปยังคอหอยของผู้นั่งผิดท่าอยู่

อีกฝ่ายสูดหายใจลึก  "ใจเย็น ๆ สิ"  เขายกสองมือขึ้นท่วมหัว  เสมือนยินยอมแต่โดยดี

ดวงตาสีดำวาวโรจน์  "ข้าถามว่าเหตุใดเจ้าถึงหัวเราะราวคนเป็นบ้าแบบนั้น?"

"ข้าก็แค่คนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น....คนบ้ามันจะหัวเราะอะไรของมันก็คงไม่แปลกจริงไหม?"  ดวงตาสีทองสดแย้มยิ้ม 

ผู้กุมดาบยังคงจ้องมองร่างที่นั่งอยู่นิ่ง  แม้ไม่ใช่ปราชญ์ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ  แต่ก็ไม่ใช่คนโง่อ่อนประสบการณ์ขนาดที่ไม่รู้ว่าคนบ้านั้นเป็นเช่นไร  "เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบรึไง?"

"เปล่า"  อีกฝ่ายยักไหล่

"เจ้ากำลังยั่วโมโหข้า"

"ก็เปล่าอีกนั่นแหละ  ทำไมหนอ....การที่จู่ ๆ คนเราเกิดนึกขบขันมันก็ผิดด้วย?"  ร่างนั้นลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษฝุ่นผงที่เกาะบนผ้าคลุมสีขาวสว่างออก  มือหนึ่งเลื่อนลงปลดฮูดที่สวมคลุมผมสีดำสนิทยาวไว้

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง  มือกุมดาบที่ยื่นไปเบื้องหน้าแน่นขึ้น  "แก!!!ไอ้พวกอัศวินสร้างภาพ!!"

"อัศวินสร้างภาพ?"

"เพราะพวกแกนั่นแหละทำให้พวกทหารรับจ้างอย่างเราต้องอดตายกันเป็นแถว  บางคนถึงขนาดยอมทิ้งเกียรติเพื่อความอยู่รอดหันไปทำอาชีพอื่นแทน พวกแกมันก็แค่พวกสัตว์เลี้ยงที่ดีแต่สร้างภาพให้เจ้านายนั่นแหละ!!" เขาร่ายยาวด้วยความโกรธ 

อีกฝ่ายถอนหายใจ  ศีรษะส่ายไหวไปมา  "ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าไปเห็นหรือได้ยินเรื่องนั้นมาแต่ใด   แต่หน้าที่สำหรับพวกเราเหล่าอัศวินมีเพียงการปกปักษ์บ้านเมืองและคุ้มครองประชาชนเท่านั้น  ไอ้เรื่องจะไปแย่งงานใคร หรือทำให้ใครไม่ได้ทำมาหากินนั้นข้าไม่รู้หรอก"

"ก็ไอ้เพราะแบบนั้นนั่นแหละถึงทำให้พวกทหารรับจ้างต้องตกงานกันหมด!!"  เขาตะโกนใส่ด้วยบันดาลโทสะ  ดาบในมือกระชับพร้อมพุ่งตรงยังเป้าหมาย

อัศวินผู้ถูกกล่าวหาเบี่ยงหลบอาวุธที่พุ่งตรงเข้าใส่อย่างหวุดหวิด  เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเขาก็สามารถจับทักษะการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามได้  "คำก็ตกงาน สองคำก็ตกงาน  หากมีฝีมือจริงจะกลัวไปทำไม  ที่สำคัญงานอื่นก็มีถมเถ  เหตุใดต้องมาหมกมุ่นกับการเป็นทหารรับจ้างด้วยเล่า??"

เสียงดาบหวดแหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ผู้หลบหลีกถูกไล่ต้อนจนถึงที่สุด  "เห็นทีจะคุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ เสียดายที่การพบเจอครั้งนี้มันไม่น่ารื่นรมย์"

ชายหนุ่มร่างสูงกว่าชักดาบสีเงินด้ามยาวขึ้น  สองมือกำด้ามดาบแนบลำตัว  ดวงตาสีดำจ้องมองอย่างระมัดระวัง  โสตการฟังสดับนิ่งรอเสียงแห่งการเคลื่อนไหว  แม้จะอดชื่นชมกับความงดงามของอาวุธเบื้องหน้าที่ถูกตีขึ้นจากช่างฝีมือชั้นเลิศไม่ได้ก็ตามที

ดวงตาสีทองจ้องเขม็งไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า  ร่างที่น่าจะเสียเปรียบเรื่องความรวดเร็วกับเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว  พุ่งทะยานเข้าใส่อีกฝ่ายที่ยืนตั้งรับเป็นมั่น  ทหารรับจ้างหนุ่มป้องปัดการโจมตีด้วยดาบของตน  พร้อมทั้งเบี่ยงหลบการฟาดฟันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ยอมรับเลยว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ หากพวกอัศวินมีฝีมือเช่นนี้ทุกคนก็ไม่แปลกหรอกที่ทหารรับจ้างอย่างเขาจะถูกเลิกจ้างได้  เพราะจากการคาดคะเน  ร้อย....ไม่สิ  อาจจะแค่สิบคนด้วยกระมังที่พอมีฝีมือทัดเทียม

"ยอมแพ้แล้วงั้นหรือ?"  พอเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ตั้งรับอัศวินหนุ่มจึงเอ่ยปากถาม

ใบหน้าที่ยังคงเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นไคลแสยะยิ้ม  ดวงตาสีดำขลับส่องประกาย  "เปล่าเลย  ข้ากำลังสนุกอยู่ต่างหาก"

ทันใดนั้นประกายไฟสีแดงเพลิงก็บังเกิดขึ้นในมืออีกข้างที่ว่างอยู่  มันลุกโชนจนกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่  ดวงตาสีทองเบิกกว้างก่อนจะรีบถอยหลังรับการโจมตีจากเวทย์มนตร์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เสียงระเบิดดังสนั่นทั่วป่า  พร้อมกับควันสีดำที่ก่อตัวหนา  "อย่าดูถูกทหารรับจ้างนักท่านอัศวิน..."  ดาบถูกลดลงมาอยู่ข้างกาย  ปลายแหลมคมดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง

เขาพยายามจ้องมอง  ก่อนจะค่อย ๆ เห็นร่างที่ปรากฏขึ้นพร้อมควันที่เบาบางลง  ร่างบางกว่าผิวปากอย่างสนุก  "มันต้องให้ได้แบบนี้สิ  สมแล้วที่เป็นอัศวิน  ว่ากันว่ามีแต่พวกที่ได้รับพรแห่งแสงเท่านั้นจึงจะเป็นได้"

โล่พลังขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นราวกระจกใสที่มิอาจมองเห็น  บดบังปกป้องร่างของผู้ร่ายจากภยันอันตรายทั้งปวง  เห็นแบบนั้นก็ทำเอาทหารรับจ้างหนุ่มเริ่มประเมินค่าคู่ต่อสู้อีกครั้ง

เชื่อกันว่าพลังของมนุษย์นั้นมีสองด้าน  ด้านหนึ่งคือแสงสว่างที่มีความสามารถในการปกปักษ์รักษา  อีกด้านหนึ่งคือความมืดที่มีพลังในการทำลายล้าง  ซึ่งต่อมาพลังแห่งความมืดนั้นถูกเรียกขานว่า  เวทย์มนตร์หรือศาสตร์ต้องห้ามที่เป็นอันตราย

ด้ายอานุภาพที่สูงส่งและพลังทำลายอันร้ายกาจ  ทำให้ผู้มีพลังทางด้านมืดถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยแก่บ้านเมือง  ไม่นานก็ถูกตามล่าและสังหารอย่างเหี้ยมโหด  จนในที่สุดก็ไม่เหลือผู้ใช้เวทย์มนตร์เลยสักคน

หรือถ้ามี....ก็ไม่มีใครกล้าแสดงพลังนั้นออกมา  "เจ้ากล้ามากที่ใช้เวทย์มนตร์ต่อหน้าทหารของจักรวรรดิอย่างข้า"

ส่วนผู้มีพลังแห่งแสงหรือผู้ที่ได้รับพรแห่งแสงนั้นก็จะถูกแต่งตั้งและมอบยศอำนาจให้ตามสมควร  "ศักดิ์ศรีมันค้ำคอว่ะ" 

ดาบสีเงินส่องแสงเรืองรอง  เพียงชั่วครู่มันก็ถูกห้อมล้อมด้วยกระแสลมที่มิอาจมองเห็นได้  อัศวินหนุ่มรับรู้ถึงแรงบีบอัดอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น  "งั้นก็จงก้มหน้ายอมรับผลที่เกิดจากศักดิ์ศรีของเจ้าเถิด!"

มือของชายหนุ่มส่องประกายสว่างจ้า  เขาพุ่งตรงเข้ากุมดาบที่เกิดม่านพลังลมห้อมล้อมไว้แน่น  การปะทะกันอย่างไร้จุดหมายทำให้เกิดผลอย่างรุนแรง  กระแสลมบริเวณนั้นปั่นป่วนอย่างหนัก  ก่อนระเบิดออกจนทำเอาป่าแถบนั้นราบเป็นหน้ากอง

ดวงตาสีดำจ้องมองดวงตาสีทองอย่างไม่อยากเชื่อนัก  "ทำไม....เจ้าถึง......"

ดาบที่ถูกกำแน่นร่วงหล่นพร้อมร่างเจ้าของ  เส้นผมสีหมอกเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ  ในชีวิต...นี่เป็นครั้งแรกที่คนอย่างเขาต้องพ่ายแพ้  ซ้ำยังพ่ายแพ้ให้กับอัศวินที่ตนเกลียดนักหนา  พ่ายแพ้ให้กับผู้มีพลังที่ทำให้ญาติพี่น้องของตนต้องตายไป

และความพ่ายแพ้นั่นก็ยังปะปนไปกับความสงสัย.... 

ร่างที่ทรุดลงพยายามเงยหน้ามอง  "ทำไม....ถึง...."  ทำไมถึงกลืนกินพลังของเราได้?

"ข้าเองก็มีคำถามมากมายที่อยากจะถามเจ้าเหมือนกัน....แต่คงต้องหลังจากที่เจ้าฟื้นแล้วเท่านั้น"  ดวงตาสีทองมองร่างที่นอนนิ่งบนพื้นดิน  ความสงสัยมากมายไหลเวียนอยู่ในห้วงความคิด

. . .

. . .

กลิ่นอับชื้นจากฟางอันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำคำสกปรกส่งโชยแตะจมูก  ร่างที่นอนไม่ได้สติกลับต้องทำใจลืมตาตื่นขึ้น  แขนข้างหนึ่งยกอุดจมูก  ดวงตาสำรวจโดยรอบ  กำแพงหินสามด้านที่ตั้งเรียงกันก่อร่างเป็นห้องแคบ ๆ เล็ก ๆ  เบื้องหน้าที่เห็นแสงสว่างก็กลับมีลูกกรงซี่หนากั้นขวางอยู่

‘ห้องขัง'

ชายหนุ่มขยับตัวลุกยืน  ในขณะกำลังจะก้าวเท้าออกนั้นเขาก็รู้สึกถึงท่อนเหล็กขนาดหนักที่ถ่วงขาตนอยู่  ผู้เป็นนักโทษเหลียวมอง  ก้มลงยังพื้นเบื้องล่าง  "ไอ้บ้าเอ้ย!!"  เสียงสบถดังลั่นเมื่อเห็นตรวนเส้นใหญ่

เขาไล่สายตามองไปตามทางที่มา  ตรวนนั้นถูกเชื่อมไว้กับกำแพงหินแกร่ง  ใบหน้าได้รูปแสยะยิ้ม  "คิดหรือว่าของแค่นี้จะทำอะไรข้าได้"

มือขวาถูกยกหงายขึ้น  นิ้วทั้งห้าเกร็งแข็งเหมือนกำลังรีดเฟ้นอะไรบางอย่าง  ไม่นานนักไอบาง ๆ ก็ค่อย ๆ ปรากฏเรื่อยไปจนล้อมรอบร่างกายนั้น   เขาวางมือตนลงบนโซ่ตรวนเบา ๆ แล้วกำมันแน่นในเวลาต่อมา

ผ่านไปชั่วพักกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย  เขาไม่สามารถทำลายสิ่งที่หน่วงเหนี่ยวกักขังตนไว้ได้  ดวงตาสีดำมองมือของตนเอง  ทั้ง ๆ ที่รับรู้ได้ถึงพลังซึ่งยังคงไหลเวียนอยู่  ทั้ง ๆ ที่รับรู้ได้ถึงการเรียกร้องบางอย่าง 

"ทำไมถึงทำลายไม่ได้??"

"ก็เพราะพลังของเจ้านั้นได้กลายเป็นพลังของข้าไปแล้วน่ะสิ"  เสียงคุ้นเคยดังเข้าโสตการฟัง  ร่างภายในห้องขังหันมองคู่กรณีตน

ดวงตาสีทองสว่าง  เส้นผมยาวสีดำสนิท  ต่อให้ตายก็ไม่มีวันลืมใบหน้านี้เด็ดขาด  "เจ้าหมายถึงอะไร?"

"เปิดประตู"  ผู้อยู่ภายนอกเอ่ยปากบอกกับเหล่าทหารที่ยืนอยู่ข้างกาย  คนรับคำสั่งก้มหน้าน้อมรับ 

บานประตูห้องขังเล็ก ๆ เปิดออก  "เข้าไปปลดตรวน  ข้ามีเรื่องจะต้องสอบสวนนักโทษคนนี้"

"พะยะค่ะ!!"

เขาถูกควบคุมตัวมายังห้องแห่งหนึ่ง  ในระหว่างทางที่ออกมาจากคุกนั้นไม่สามารถรับรู้หรือมองเห็นอะไรได้เลย  ดวงตาถูกปิดสนิทด้วยผ้าสีดำหนา  มือทั้งสองถูกพันธนาการด้วยตรวนที่เชื่อมกับแผ่นไม้ใหญ่  ล่ามติดโยงเรื่อยไปจนถึงข้อเท้าด้านล่าง 

การถูกตัดทอนอิสรภาพโดยสมบูรณ์แบบ...

ไม่นานนักการเดินทางก็สิ้นสุดลง  เขาถูกจับให้หยุดยืนนิ่ง  ก่อนได้ยินเพียงเสียงเปิดประตูเบา ๆ พร้อมกับร่างของเขาที่ถูกผลักให้ก้าวเข้าสู่ภายในในวินาทีต่อมา 

ดวงตาสีดำกวาดมองโดยรอบทันทีที่การมองเห็นเป็นอิสระ  ผืนพรมสีแดงเบื้องล่างวางทาบอยู่บนพื้นหินอ่อนเป็นเงา  ข้าวของเครื่องใช้ประดับตกแต่งด้วยทองคำและวัสดุชั้นเลิศ  ตู้หนังสือไม้แกะสลักจากช่างฝีมือชั้นสูง  บรรยากาศโดยรอบสว่างจากแสงแห่งตะวันซึ่งสาดส่องผ่านบานกระจกใสเข้ามาภายใน

เบื้องหน้ามีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งเด่นตระหง่าน  บนเก้าอี้ที่บุจากกำมะหยี่นุ่มมีร่างหนึ่งนั่งประทับอยู่  "พวกเจ้าออกไปก่อน"

"แต่ว่า..."

"ข้าสั่งให้ออกไปก่อน"

"พะย่ะค่ะ"  เหล่าองครักษ์ค้อมศีรษะต่ำ  ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากบานประตูสีขาวมุกไปอย่างช้า ๆ

ดวงตาสีทองจ้องมองมายังนักโทษเบื้องหน้า  "เอาล่ะ...เจ้าชื่ออะไร?"

"อยู่ในรั้วในวังน่าจะรู้จักมารยาทบ้างนะ  จะถามชื่อใครก็ควรจะบอกชื่อตนเองก่อน"  ผู้ถูกถามดูไม่ได้เกรงกลัวต่ออำนาจและบารมีของคนที่อยู่เบื้องหน้าตนเลยสักนิด  แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม

อีกฝ่ายหัวเราะเบา  "ฟีลิค"

"ลาเอล"

ฟีลิคพินิจมองร่างตรงหน้า  เส้นผมสีขาวขุ่น  ดวงตาสีดำสนิท  รูปร่างสูงเพรียวสมส่วน  ดูแล้วไม่น่าจะเป็นชนเผ่าความมืดผู้มีร่างกายที่บอบบางกว่าคนทั่วไปแต่อย่างใด  "เจ้าเป็นคนเผ่าความมืดงั้นหรือ?"

"คงงั้น"

"ข้าเคยได้ยินมาว่า  พวกเจ้าเองต่างก็ไม่ต่างอะไรจากชนเผ่าแห่งแสง  ได้รับพรอันก่อให้เกิดพลังการควบคุมธาตุปัจจัยต่าง ๆ ในโลก  แต่ที่ข้าสงสัยคือเหตุใดเจ้าเพียงคนเดียวถึงสามารถใช้ธาตุได้ถึงสองธาตุ"

ลาเอลเหยียดยิ้มมุมปาก  "ไม่ใช่แค่สองหรอกท่านผู้สูงศักดิ์"

"ไม่ใช่แค่สอง?"

จากการต่อสู้ที่ผ่านมาลาเอลสามารถควบคุมพลังธาตุลมและไฟได้  ซึ่งตามปกติแล้วผู้ที่ได้รับพรจะสามารถใช้พลังได้เพียงแค่ธาตุเดียวเท่านั้น  นั่นก็หมายความว่าเขาคือผู้ที่แปลกแยกจากคนอื่น  หรืออีกนัยหนึ่งคือพิเศษกว่าคนอื่น

"ข้าสามารถควบคุมได้ทุกธาตุยกเว้นธาตุแสงอันบริสุทธิ์เท่านั้น"  เขายังคงยิ้ม  "ได้ยินแบบนี้แล้วจะว่าเช่นไรเล่าท่าน  ตัวอันตรายเยี่ยงข้า...ไม่รีบกำจัดให้พ้น ๆ ไปจะดีหรือ?"  ลาเอลท้าทาย  ทั้งท่าทาง  คำพูดและสีหน้าของชายหนุ่มบ่งบอกออกมาแบบนั้น

ฟีลิคเอนหลังพิงพนัก  เขายังคงวางท่าทีสบายใจอยู่  รอยยิ้มบางแต้มบนใบหน้าคม  ดวงตาสีทองสว่างหลับพริ้ม  "งั้นข้าคงเป็นคนที่โชคดีที่สุด"

"หืม?"'

"เจ้าน่าจะรู้แล้วกระมัง? พลังของเจ้า...."

"พลัง...?"  ลาเอลฉุกคิดถึงพลังของตน  ที่มีไหลวนออกมาแต่ไม่สามารถทำลายสิ่งใดได้อย่างใจนึก   ทั้ง ๆ ที่ตนสามารถรับรู้และสัมผัสได้แท้ ๆ

เห็นท่าทีกระวนกระวายใจแบบนั้นฟีลิคจึงรับรู้ได้ว่าความหมายที่ตนต้องการสื่อออกไปเป็นผลแล้ว  เขาลุกขึ้นเดินตรงมายังร่างที่ถูกล่ามตรวนอย่างแน่นหนาไว้  "ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารับรู้ไว้สักนิด..."

"ไม่มีพลังใดที่หยัดยืนได้นิรันดร์  แม้ความมืดจะทำลายล้างได้ทุกสิ่งก็ตาม  แต่เจ้าไม่แปลกใจบ้างหรือว่าเหตุใดเผ่าพันธุ์แสงจึงยังคงอยู่ได้?"

"สงครามเมื่อหลายร้อยปีก่อน  เหตุใดพลังเวทมนตร์แห่งความมืดจึงพ่ายแพ้?"

ลาเอลเงยหน้าสบมองกับร่างที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก  ดวงตาสีดำฉายแววความไม่เข้าใจ  แต่กระนั้นก็ยังคงแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงและความดื้อดึงตามนิสัยที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจลดหย่อนลงได้

"แสงหนึ่งถูกสร้างขึ้นในความมืดมิด  สุกสว่างแม้ยามท้องฟ้าหม่นหมอง..."

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง  คำพูดที่ค่อย ๆ ไหลออกจากริมฝีปากซึ่งกำลังเอื้อนเอ่ยทำเขาแทบลืมหายใจ  มันคือโคลงโบราณที่ถูกจารึกไว้บนแท่นศิลาศักดิ์สิทธิ์  เขาเคยได้ยินความเหล่านี้เมื่อครั้นยังเล็ก  นาน....นานแสนนานจากเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่

"ทำไมเจ้าถึงรู้คำจารึกโบราณนี้ได้??"

"เอกหนึ่งคือความมืด  เอกหนึ่งคือแสงสว่าง  ความมืดทำลายล้างทุกสิ่ง  แสงสว่างดูดกลืนความมืดมิด" ฟีลิคยิ้ม  "เฉกเช่นดวงจันทร์ที่สุกใสอยู่บนท้องฟ้ายามราตรีกาล"

ลาเอลนิ่งคิด  "เอกหนึ่งแห่งแสง  เจ้าคือทายาทของดวงจันทร์สินะ?"  เขาหัวเราะร่วน  "หึ...ไม่น่าพลังของข้าถึงได้ถูกดูดกลืนสิ้น"

"แต่ก็ดี...อย่างน้อยก็ไม่ได้ตายไปแบบไม่รู้อะไรเลยล่ะนะ"  ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื้นนิ่ง  ยอมรับสภาพและชะตากรรมที่ตนกำลังจะได้รับ

เปลือกตาบางปิดลง  "จะทำอะไรก็รีบทำ ๆ เข้าเถอะ"

"แล้วทำไมข้าต้องฆ่าเจ้า  ในเมื่อเจ้ายังมีประโยชน์ต่อข้าอีกมากนัก"  ฟีลิคเอ่ย

ดวงตาสีดำเบิกมองผู้ที่ยืนกอดอกนิ่ง  "น่าขัน...แล้วเจ้าคิดหรือว่าคนอย่างข้าจะยอมเป็นสุนัขรับใช้เจ้าได้ง่าย ๆ?"

"ไม่เลย...ข้าแค่จะยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้เท่านั้น"

"ข้อเสนออะไร?"  ลาเอลเลิกคิ้วสูง

ฟีลิคหัวเราะในลำคอ  "หึ...เจ้าน่าจะรู้ดีว่าตั้งแต่ตอนนั้นพลังของเจ้าก็ตกเป็นของข้า  มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะปลดปล่อยพลังของเจ้าได้..."

"แล้วไง? เจ้าแค่ควบคุมพลังของข้าไว้  แต่ไม่ได้ควบคุมชีวิตข้าไว้ด้วยนี่นา"

ดวงตาสีทองสว่างมองอย่างขบขัน  อดคิดเสียไม่ได้ว่าเหล่าผู้มีสายเลือดแห่งความมืดจะมีนิสัยเช่นนี้กันทุกคนหรือเปล่า  "ช่วยงานข้าจนสำเร็จ  แล้วข้าจะคืนอิสระให้แก่เจ้า  รวมถึงอิสระของผู้ได้รับพรแห่งความมืดด้วย"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอนั้นน่าสนใจ  แต่เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะไม่ได้ลงแรงไปเปล่า?  "แล้วข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่โกหก?"

"ด้วยเกียรติของฟีลิค  รัชทายาทอันดับ 1 แห่งเลวานาฮ์"  เสียงทุ้มเอ่ยอย่างจริงจัง  ร่างสูงค้อมศีรษะลงต่ำ

ลาเอลนิ่งมอง  "แล้วเจ้าไม่กลัวรึไงหากมีผู้ใดรู้ว่าข้าใช้เวทย์มนตร์ได้?"

"ถ้าเจ้าไม่ใช้ก็ไม่มีใครรู้มิใช่หรือ?"

"แล้วคิดว่ามันจะเป็นความลับได้ตลอดรึไง?"

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงทำตนให้เป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แก่ข้า  ไม่มีใครกล้าแตะต้องคนของข้าหากข้าไม่อนุญาต"  ฟีลิคกล่าว  จริงอย่างที่อีกฝ่ายบอก  ความลับไม่มีในโลกนี้  หากกลัวที่จะต้องปกปิดก็สู้เปิดเผยไปเลยเสียดีกว่า

ลาเอลลุกขึ้นยืน  "ตกลง....จนกว่างานของเจ้าจะสำเร็จลุล่วง"

 

เพื่ออิสรภาพของข้าและบรรพบุรุษของข้า

 

 

 

 

===========================